แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯจมบาดาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯจมบาดาล แสดงบทความทั้งหมด

กรุงเทพฯจมบาดาล

คำทำนาย กรุงเทพพฯจมบาดาลของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต วัดร่มโพธิธรรม  ท่านบอกว่ากรุงเทพจะกลายเป็นเมืองบาดาล นี้ลอกมาจาก  เวปไซด์  พลังจิตคำทำนาย กทม.จมบาดาล

เก็บไว้เป็นอุทาหรณ์ เตือนความจำ (ภาพและข้อความข้างล่างลอกมาทั้งหมดครับ)


๑. ภัยพิบัติจะเกิดตั้งแต่ปลายธันวาคม (๒๐ธันวาคมนี้ขึ้นไป)จากนั้นจะหนักขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะทางภาคใต้เพราะต้องเผชิญกับคลิ่นยักษ์ เรื่อยขึ้นมาจนถึงภาคกลาง จะลำบากที่สุด ส่วนกรุงเทพจะกลายเป็นเมืองบาดาลร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องไม่ตั้งมันแล้ว ย้ายได้ย้ายเลย

๒. จังหวัดที่น่าไปอยุ่ทางอิสานได้แก่ทางขอนแก่น อุดร เพชรบูรณ์ เลย และใกล้เคียง แต่ภัยพิบัติส่วนใหญ่จากทางอิสานได้แก่การขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้เป็นส่วนใหญ่ ทางที่ดี ถ้าจะไปลงทุนกันที่ลาวไปเลยก้ดีครับ

๓. ภัยพิบัติทางเหนือได้แก่ความหนาวเนื่องจากจะมีปรากฎการณ์พิเศษเกี่ยวกับภัยฝนพิษ ทำให้เดือดร้อนและขาดแคลนอาหารการกิน ต้องหัดกินเจและกินเห็ดให้ได้ เนื้อสัตว์จะขาดแคลนและมีพิษตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนคนอยู่ทางเหนือจะรอดเยอะแต่ลำบากเพราะภัยหนาวและต้องหัดกินเจให้ได้

๔. ภัยที่จะมาตอนนี้ได้แก่ภัยจากเขื่อนแตกและภัยจากการคมนาคมที่ถุกปิดตาย ลำบากมากในการเดินทางไปไหนมาไหนข้ามจังหวัดนับแต่วันที่๒๐ธันวาคมนี้ขึ้นไป
---------------------------------------------------
กรุณาอ่านให้จบด้วยยิ่งดี เรื่องมันสำคัญมาก ขอบคุณมากค่ะ

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต  วัดร่มโพธิธรรม จังหวัดเลย

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลาเช้า ขณะหลวงพ่อกำลังฉันภัตตาหารเช้า ท่านได้มีเมตตาเรียกเข้าไปนั่งคุย-ส่วนตัว ด้วยเสียงเบา ๆ ได้ยินเฉพาะตัว คือ หลังจากเทศนาและถวายสังฆทานเสร็จ ก็มีคนเข้าไปถวายของแด่หลวงพ่อ เราก็นั่งอยู่ด้านหน้าค่อนไปทางขวามือของท่าน ห่างสัก 4 วา พอคนว่างและท่านเตรียมฉัน ท่านก็ถามว่า "ไงละเอียด ว่ายังไง" เราก็คลานเข้าไปกราบและนั่งอยู่ด้านหน้าค่อนไปทางขวาของท่าน ห่างออก 2 วา ท่านก็ชี้ให้ไปนั่งข้างหน้าของท่าน "นี่มา ที่นี่" เราก็คลานเข้าไปกราบและนั่งลงข้างหน้าของท่าน ท่านก็เริ่มฉันภัตตาหารและเริ่มคุยด้วยเสียงที่เบามากได้ยินกันเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ท่านพูดเรื่อง ภัยพิบัติ ...สักครู่หนึ่งเราก็หยิบปากกาและกระดาษจากกระเป๋าเสื้อมาจดการสนทนากับท่าน

(1)….(ภัยพิบัติเกิดขึ้น) ทั่วโลก ชายทะเลจะลำบาก ผู้มีอธิวาสนาถ้าไม่รู้จักสละก็จะใช้กรรมพ่วงไปด้วย

กลางเมษายนถึงปลายเดือนต้องเคลียร์ตัวเอง ยอมทิ้ง สละ ออกจากพื้นที่…. ภาคเหนือและภาคอีสานจะพ้นภัย(ให้รีบเคลียร์) จะได้ไม่ทุลักทุเล สนามบินยังอยู่ สนามบินยังอยู่ บางประเทศหายไป

…..ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลังนะลูก….. น้ำจะแห้ง ตึกจะทรุดตัวลง เขื่อนจะแตก แผ่นดินจะแยก (("ฉับพลัน"))

(2)….กลางเดือนเมษายนต้องเคลียร์ตัวเองแล้ว ต้องดับรอเลยนะลูก (ปล่อยวาง)

…..เดือนพฤษภาคมไม่น่าอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วนะลูก ("ไม่น่าอยู่แล้วก็แสดงว่าต้องออกก่อนเดือนพฤษภาคมใช่ไหมครับ ?") เดือนพฤษภาคมไม่น่าอยู่ที่ กรุงเทพฯ แล้วนะลูก เป็นเวลาที่ไม่น่าอยู่แล้ว ไม่ใช่เวลาที่จะ "ตัดสินใจ" แล้ว ("ต้องตัดสินใจก่อนหน้านั้นแล้ว!")

….."ตายกันเยอะมาก นั้นน่าสะเทือนใจจังครับ" ไม่ต้องหนักใจ(ไม่ต้องสะเทือนใจเพราะ) ไม่ใช่วิสัยของโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์

(3)…."จะมี (ซายน์) Sign หรือสัญญาณหรือเครื่องหมายอะไรบอกบ้างหรือไม่ครับ"-ท่านโน้มพระกายลงมา "ก็กำลังบอกอยู่นี่ไง"

…จะฝันถึงโดยพระมหาโพธิสัตว์ ผู้มีอธิวาสนา (ยิ่งใกล้จะยิ่งฝันใช่ไหมครับ?)
…อย่าเอาความลังเลเป็นที่ตั้ง ให้เด็ดขาดในเรื่องของการไม่ยึดติด
…ไม่ลังเล น้อมนำบารมีคุ้มครอง
…ให้กรรมจัดสรร ผู้มีวาสนาจะช่วย ศาสนาจะอยู่ได้
…ได้รับสัญญาณ (ฝัน) ของใครของมันให้สละเลยอย่าได้ผัดวันประกันพรุ่ง!!!

(4)…ล้างบาง สัตว์ที่เป็นภาค มืด ถูกผิดไม่มี มีแต่วิถีกรรม

….ขัดขวางสัจธรรมจึงต้องล้าง ล้างใหม่ ไปสู่ภาคละเอียด ภาคละเอียดจะรับง่าย จะไปโปรดใหม่

กายหยาบไม่เข้าใจเจตนา กรรม ดันทุรัง เพราะหยาบ สังคมเป็นตัวแปร กระแส ทั้งสังสารวัฏไปตามกรรมหมด
ลงอสุรกายเยอะ งมการเป็นการอยู่ เป็นเหตุลงนรกภูมิทั้งนั้น
…การเพลินก็ลงอสุรกายเช่นกัน ไม่ใช่แค่ดูหนังฟังเพลง

(5).…งานทั้งหมดก็กรรมทั้งนั้น สรุปลงสู่ ว่าง ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่แม้แต่ตัวเอง หมดเวลาแล้ว

(6)…."กราบขออภัยที่ทำให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อลำบากเพื่อพวกข้าพเจ้าทั้งหลายครับ"
- ไม่ใช่ลำบากหรือไม่ลำบาก เพราะโปรดสรรพสัตว์อย่างเดียว

….สรรพสัตว์ถูกล้างด้วยอนุภาพ (โปรดสัตว์ด้วยอนุภาพ)

(7)…."หากสัตว์โลกต้องตายกันมาก ๆ (เพราะเหตุภัยพิบัติครั้งเมษายน 2554 ครั้งนี้) ก็น่าเสียดายที่พวกเขาทั้งหลายต้องจากภูมิมนุษย์ไป เพราะภูมิมนุษย์เป็นที่หมายของทุกหมู่เหล่ามิใช่หรือครับ"
- มนุษย์ว่าเอาเอง ของเขา เขาก็ว่าของเขาดี ที่สุด ยึดใครยึดมัน บางภูมิไม่อยากเข้าใกล้มนุษย์ด้วยซ้ำไป มนุษย์ว่าเอาเองว่าเป็นมนุษย์ดีที่สุด เทวดาก็ว่าเป็นเทวดาดีที่สุด แต่ไม่ว่าภูมิละเอียดภูมิหยาบก็กรรมทั้งนั้น

(8)….หลังจากนั้นท่านก็บอกให้ไปรับประทานอาหาร เราก็กราบลาออกมาโดยกล่าวปฏิญาณตนต่อท่านด้วย
-ท่านก็โส..ส..ส..ส..ส.. ตอบรับให้

..............................................................................................................

เมื่อเช้า 16 กุมภาพันธ์ 2554 

หลังจากหลวงพ่อกลับเข้ากุฏิ พระผู้อุปัฏฐากหลวงพ่อนำน้ำที่หลวงพ่อดื่มเหลือมาให้ 1 ขวด และเตือนให้ว่าง วาง และดับรอไว้เสมอ ๆ เราก็กราบท่านและรับคำ บอกท่านว่าหลวงพ่อก็บอกให้ดับรอเผชิญกับภัยพิบัติไว้เลย
ตอนเข้าไปลาท่านเพื่อจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ท่านบอกว่า "วันที่ 24 ก.พ. ให้ไปพบหลวงพ่อที่โรงแรมซิลเวอร์ โกลด์เด้น สุวรรณภูมิ" และ "หยาดน้ำบ่อย ๆ ช่วยได้นะลูก" หลวงพ่อกล่าวขึ้นเมื่อเรากราบลาจะเข้ากรุงเทพเมื่อสายวันที่ 16 ก.พ. 2554 (ตอนเดินทางกกลับ เราหยาดน้ำตลอดทางเลย เพื่อหมู่สัตว์ที่จะพบภัยพิบัติ)

อ้างอิง
�͡������¾Ժѵԡ�ҧ���͹����¹ 2554 ��� 
(1) - Dek-D.com > Board : ����� �����ʹ�

ฤๅษีลิงกัง วัชระธรรมปราณี
ไฟล์ที่แนบมา:
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต1.jpg
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต1.jpg
ขนาดไฟล์:78 KB

เปิดดู:2,628

2563 กรุงเทพฯจมน้ำ


ข้อความข้างล่างลอกมาเก็บเป็นหลักฐานโดย.. มหาปลี นอกวัด 30 พค. 2558

นำมาจาก คุณปิยชีพ วัชโรบล ๆนำมาจากจากบล็อค http://www.oknation.net/blog/Tip2/2010/12/17/entry-3 
เมื่อวันที่ 28 พค. 2558 เวลา 22.50 น.

ส่วนเหตุการณ์ในอนาคตจะเป็นยังไงนั้น  ถึงเวลาก็รู้เองครับ ถูกมากกว่าหรือผิดมากกว่า

“ 2563 ” กรุงเทพจมน้ำ!!!

Posted by ครูทิพย์ , ผู้อ่าน : 27016 , 08:50:56 น.   หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 



กรุงเทพฯ เคยเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่มาหลายครั้ง คนที่สูงวัยหน่อยอาจนึกถึง เหตุการณ์เมื่อปี 2485 ที่น้ำท่วมนานกว่า3 เดือนในสถานที่และถนนสายสำคัญๆในกรุงเทพฯ เช่น บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แต่ถ้าเด็กลงมาหน่อย ก็คงจะจำได้ กับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2526 และ 2538 และแม้กระทั่งเหตุการณ์หลังสุดเมื่อ 2549

ทว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือ ภายในปีพ.ศ.2563 ประวัติศาสตร์อาจจะต้องบันทึกกันใหม่อีกครั้ง
เพราะครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ท่วม แต่กรุงเทพฯจะจมอยู่ใต้น้ำไปเลย....



อีก 10 ปีกรุงเทพอยู่ใต้บาดาล

สถาบันเวิลด์วอทช์ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ศึกษาวิจัยด้านสภาพแวดล้อมทั่วโลกระบุว่า จากการศึกษาของสหประชาชาติ (UN) และอีกหลายสถาบัน พบว่า เมืองที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับอันตรายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพิบัติภัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยพบว่า เมืองชายฝั่ง 21 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่งที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประชากรสูงถึง 8 ล้านคนภายในปี 2558 มีความเปราะบางสูงมากที่จะถูกน้ำท่วม ซึ่ง 1 ในเมืองที่มีความเสี่ยงต่อภัยนี้ คือ “กรุงเทพมหานคร”

       
สอดคล้องกับโครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI (Geodetic Earth Observation Technologies for Thailand : Environmental Change Detection and Investigation) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุ โรปที่ได้รับการสนับ สนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรป ในโครงการตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินและระดับน้ำ ทะเลโดยใช้เทคโนโลยี Space Geodetic ออกมาเปิดเผยผลวิจัย ว่า ประเทศไทยโดยรวมจะมีการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับเพิ่มขึ้น ส่วนแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดลงปีละ 15 มม.




รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ กรรมการภูมิศาสตร์โลก และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่เพิ่งศึกษาวิจัยประเด็นนี้เสร็จหมาดๆ แล้วส่งเปเปอร์ให้กับธนาคารโลก (World Bank) ในฐานะเจ้าของเงินทุนการวิจัย เล่าความเป็นมาว่า ได้ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้ 2 ปี โดยศึกษาเฉพาะกรณีของประเทศไทย

เหตุเพราะว่าธนาคารโลกสนใจเรื่องนี้มาก และศึกษามาอย่างต่อเนื่องจนได้ข้อมูลว่า 4 เมืองหลักในทวีปเอเชีย ได้แก่ เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย, เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม, เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และกรุงเทพฯ ประเทศไทย

ดังนั้น จึงให้ทุนมาศึกษาวิจัยว่าความเสี่ยงมีมากขนาดไหน ประชาชนจะได้รับผลกระทบกี่ครอบครัว และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเป็นมูลค่าเท่าไหร่

วิธีการศึกษาผมได้ใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สร้างเมืองกรุงเทพฯจำลองขึ้นมา ซึ่งกรุงเทพฯ ประกอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่างๆ ระดับความสูงของพื้นดิน ระดับน้ำทะเลบริเวณเขตบางขุนเทียน จากนั้นใส่ปริมาณน้ำเหนือ น้ำหนุน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา ใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไปให้ครบ และใช้เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2538 เป็นฐาน..”

ผล.. เราพบว่าถ้าเหตุการณ์อย่างปี 2538 เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อนาคตเราหนีไม่พ้นแน่ กรุงเทพฯรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้ ต้องโดนน้ำท่วมหนัก”

คำว่า ”กรุงเทพฯรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้” ของอาจารย์เสรีมีความหมายว่าผืนดินบริเวณริมทะเลทั้งหมด โดยวัดจากริมชายทะเลเข้าไปในแผ่นดินประมาณ 10 กิโลเมตร จะถูกน้ำท่วม “โดยมีระดับความสูงของน้ำ 1.8-2.00 เมตร” !! ดังนั้นลักษณะของบ้านอนาคตประเทศไทยต้องมีใต้ถุนสูง ส่วนบ้านแพลอยน้ำเป็นของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ขณะนี้ได้ออกแบบเตรียมรับมือน้ำท่วมไว้แล้ว

“”เราพบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมรุนแรง แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่าจะติดกับชายฝั่งขนาดไหน ถ้าอยู่ติดชายฝั่งระดับน้ำจะท่วมสูง 1.8-2.00 เมตร ถ้าลึกเข้าไปก็ลดหลั่นกันไป แต่ริมชายฝั่งอย่าง จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร บริเวณปากแม่น้ำจมแน่ๆ”"


เขาอธิบายว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ชั้นหินอ่อนจะเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมภายใน 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป 

โดยสถานการณ์จะรุนแรงกว่าปี 2538 เพราะจากการคำนวณพบว่า ทุกๆ 25 ปี กรุงเทพฯ มีโอกาสจะเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง (ภายในปี 2563) ทั้งนี้หากคำนวณจากปัจจัยแผ่นดินทรุดเพียงกรณีเดียว พบว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมภายใน 25 ปี แต่ในความเป็นจริงปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วม ไม่ได้มีเพียงแค่กรณี เดียว

แต่ ประกอบด้วย 4 ปัจจัยดังต่อไปนี้ 1.ปริมาณฝนที่ตกลงมา ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5-10% ต่อปี 2.การทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งในอดีตแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดตัวต่ำลงประมาณปีละ 100 มม.แต่ในปัจจุบันหลังมีมาตรการห้ามขุดเจาะน้ำบาดาล อัตราการทรุดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ10-20 มม. 3.ระดับ น้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีอัตราน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 3 มม.4.ผังเมืองและความแออัดของชุมชนเมือง ทำให้พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงกว่า 50% เมื่อมีน้ำเหนือไหลมาหรือมีปริมาณฝนมากขึ้นจึงไม่มีพ ื้นที่รองรับน้ำ

“สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือเหตุการณ์ปี 2538 น้ำเหนือมาหนักมาก มันไหลมา 4,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่กรุงเทพฯรับน้ำได้ 3,000 ลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นปี 2538 อีกครั้งเมื่อน้ำมาสี่พันกว่าลูกบาศก์เมตรเขาจำเป็นต้องผลักน้ำออกไปทางซ้ายและทางขวา ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งหมายความว่าน้ำจะท่วมชนบทอย่างมโหฬาร พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม จะโดนหนักมาก แล้วมาทาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขตหนองแขม และเขตลาดกระบัง กทม. ก็ไม่รอด”

สำหรับสาเหตุที่น้ำท่วมกรุงเทพฯในปี 2563 จะหนักหนาสาหัสมาก ดร.เสรีบอกว่า ตัวการสำคัญ คือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะผังเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ว่างเปล่า ลดลงไปจากเดิมถึงครึ่งหนึ่ง

“แต่ก่อนผมจำได้ว่ามีพื้นที่ว่างเปล่าหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของ กทม. 1,500 ตร.กม. เป็นพื้นที่สีเขียวประมาณ 40% ปัจจุบันเหลือเพียง 20% เท่านั้น และขณะนี้เรากำลังสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ รุกล้ำไปในพื้นที่ชุ่มน้ำมาก เช่น สร้างหมู่บ้านจัดสรรขวางทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นทางน้ำไหลลงทะเลไปทางทุ่งตะวันออก บริเวณหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง บริเวณนี้หมู่บ้านเกิดขึ้นเยอะมาก รวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหา”

อาจารย์เสรีบอกว่า ภายในปี 2563 หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นและถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ดำเนินการอะไร ไม่ได้สร้างคันดินที่จะกั้นน้ำไม่ให้ทะลุเข้ามา หรือการขุดลอกคลองระบายน้ำ ทำพื้นที่แก้มลิง หรือหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมน้ำจะท่วมกรุงเทพฯแน่นอน


เสียหายทันที 5 หมื่นล.

หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมไม่ย้ายเมือง เพราะการย้ายเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และเวลานานมาก เนื่องจากในกรุงเทพฯ   มีโบราณสถาน และสถานที่สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก การจะย้ายวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ สถานศึกษา มหาวิทยา ลัยจะย้ายไปตั้งไว้ที่ใด

หากมีการทำกำแพงกั้นโบราณสถาน สถานที่ราชการ โรงเรียน โรง แรม โรงพยาบาล ก็ไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย และภูมิทัศน์ไม่สวยงาม ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบยั่งยืนที่นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันก็คือ  “ต้องสร้างเขื่อน”

“ดร.สมิทธ ธรรมสโรช” ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวเตือนว่า หากไม่เร่งทำตอนนี้ ปล่อยรอให้ใกล้ ๆ เมื่อน้ำทะเลหนุน เข้ามาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จะสร้างไม่ทันและความเสียหายจะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระบบ เศรษฐกิจจะหยุดชะงักหมด กรุงเทพฯจะค่อย ๆ จมน้ำไปเรื่อย ๆ อีกทั้งน้ำจืดก็จะไม่มีกิน เพราะน้ำทะเลจะหนุนเข้าไปในคลองประปา ทำให้น้ำประปามีรสเค็มกลายเป็นน้ำกร่อย ผู้คนเป็นล้านจะไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ เวลาน้ำเหนือลงมาปะทะกับน้ำทะเลที่ท่วมอยู่แล้วก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งอาจจะท่วมมากกว่า 2-3 เมตร ก็เป็นได้

“ สาเหตุที่ออกมาระบุถึงการเกิดภาวะน้ำท่วมกทม.ภายใน 10 ปีนั้น ไม่ใช่ให้ประชาชนตระหนกแต่ต้องการให้ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นหรือช่วยกันผ่อนหนักให้เป็นเบาแทน เมื่อรับทราบข้อมูลต้องมีการตั้งข้อ สังเกตด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด เตรียมตั้งรับกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะการป้องกันย่อมดีกว่า การแก้ไขอย่างแน่นอน เพราะหากเป็นเรื่องจริง ยังจะรอให้ฟ้า ฝน ช่วยอยู่อีกไหม ?”

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี กรรมการภูมิศาสตร์โลก และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกเคยนำเสนอปัญหาดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยแล้ว เพราะที่ประชุมคณะกรรมการภูมิศาสตร์โลกมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ความนิ่งเฉยของรัฐบาลไทย ทั้งนี้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อใด

หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงคาดว่าระดับน้ำที่ท่วมจะสูงถึง 1-2.5 เมตร สูงต่ำตามระดับพื้นดิน โดยจะรุนแรงมากในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ฝั่งธนบุรี เขตคลองเตยจนถึงบางแค สำหรับฝั่งพระนครจะท่วมถึงบริเวณสวนหลวง ร.9 เพราะฉะนั้นประชาชนชาวกรุงเทพฯ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลและเขตการปกครองท้องถิ่นตระหนักถึงปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อเร่งสร้างคันกั้นน้ำให้เร็วที่สุดเพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี หากเราลงมือทำกันจริงๆ วันนี้ก็ยังแก้ปัญหาทันอยู่ เพียงแต่เรายังไม่เริ่มเท่านั้น

“โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าหากไม่ทำอะไรเลยไม่ถึง 10 ปีกรุงเทพฯจมน้ำแน่นอน และถ้าจมน้ำไม่ใช่แค่ 3-4 วันแต่จะเป็นเดือนถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งจะมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 50,000 ล้านบาท แต่ปีนี้คิดว่ากรุงเทพฯไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะเขื่อนดินที่อ่างทาง อยุทธา สิงหบุรี มันแตกหมดแล้ว น้ำเลยไหลเข้าทุ่ง คนกรุงเทพฯเลยรับอานิสงส์ เพราะปริมาณน้ำจะผ่านไหลเข้าทุ่งไปหมด”

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ตนเคยคาดการณ์ไว้ว่า ประเทศไทยจะมีหิมะตก โดยเฉพาะทางบนภูเขาทางภาคเหนือ ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย ขณะนี้ขาดเพียงความชื้นเท่านั้น ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในอนาคตกรุงเทพฯ จะอยู่ใต้น้ำทะเล รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย จากนี้ไม่เกิน 10 ปี จะเริ่มเห็นอย่างชัดเจน ดังนั้น กทม.ควรเตรียมความพร้อมในการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสถานที่ที่ปลอดภัยและมีความเหมาะสมที่สุด คือ อีสานใต้ เพราะสูงจากระดับน้ำทะเลเกินกว่า 100 เมตร และไม่มีรอยร้าวในแผ่นดิน

ขณะที่จังหวัดทางภาคเหนือมีรอยร้าวของเปลือกโลกที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ หากไม่ย้ายควรวางแผนสร้างเขื่อนในอ่าวไทย ความสูง 30 เมตร ตั้งแต่สัตหีบ จ.ชลบุรี ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสูบน้ำออกไปข้างนอก จึงจะสามารถป้องกันไม่ให้น้ำทะเลทะลักเข้ามา ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและเร่งศึกษาโดยเร็ว หากไม่ดำเนินการน้ำเค็มจะเริ่มเข้ามาในพื้นที่ กทม. และเมื่อน้ำเค็มเข้าสู่ระบบประปาประชาชนจำนวนมากจะได้รับความเดือดร้อน




 กทม.ชี้ 10 ปีต้องเลือก จะย้ายเมืองหรือสร้างเขื่อน

อย่างไรก็ดีต่อท่าทีของสำนักงานกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงนั้น ล่าสุด“นายพรเทพ เตชะไพบูลย์” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ออกมายอมรับแล้วว่า เรื่องนี้เป็นความจริง !

“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันกับเรา ก็อยู่ที่ว่า มันจะเป็น10 ปีกว่ามันจะจมหรือมากกว่านี้ ตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพชัดเจน เพราะเราดูดน้ำออกมาได้ตลอด และเรายังมี คิงไซส์หรือ แนวกันน้ำ ระดับ 2.50 เมตรรองรับอยู่” พรเทพ บอก

รายงานจากกทม.ระบุว่า ปัจจุบันที่ดินครึ่งหนึ่งในกรุงเทพฯอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ปริ่มน้ำ ซึ่งพรเทพ ระบุว่า สาเหตุหลักของเรื่องนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ การทรุดตัวลงของดินในกรุงเทพฯปีละ 2 ซม.เนื่องจากการดูดน้ำบาดาลไปใช้ไม่ต่ำกว่าพันบ่อต่อวัน และระดับน้าทะเลที่เพิ่มขึ้นปีละ 1 ซม. ทั้งหมดนี้ก็รวมเป็น  3 เซนติเมตร ซึ่งเป็นอัตราปกติ

แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือ ข้อมูลที่รองผู้ว่ากทม.ที่ดูแลเกี่ยวกับการป้องกัน และ แก้ปัญหาน้ำท่วมเปิดเผยมาตรงๆว่า ความเชื่อที่ว่า แนวกันน้ำจะป้องกันน้ำไหลบ่าจะสามารถรองรับไปได้อีก 20 ปีนั้นเป็นข้อมูลที่ล้าสมัยไปแล้ว

“จากภาวะโลกร้อน ได้กลายเป็นตัวเร่งให้ระดับน้ำเพิ่มมากขึ้น 40 % ยกตัวอย่าง เดิมที่เราคาดว่ากันว่า ฝนจะตกในเดือนนี้ 180 มิลลิเมตร แต่ความจริงตกถึง  210 มิลลิเมตร  หรือ ทั้งปีน่าจะตกแค่ 1,400 มิลลิเมตร แต่วันนี้มันตก 1,800 มิลลิเมตร มันทำให้ผมเป็นห่วงแนวกั้นน้ำ อย่าว่า 20 ปีเลย แค่ 10 ปีจะรองรับถึงหรือเปล่า  เพราะระดับน้ำขึ้นไปอยู่ที่ 2.20 เมตรแล้ว”

รองผู้ว่ากทม. ชี้ว่า ช่องโหว่ที่จะทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นนครใต้บาดาล ก็คือ “บางขุนเทียน” ซึ่งมีการกัดเซาะจากน้ำทะเลไปรวดเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้

“คุณเชื่อไหม วันนี้น้ำทะเลกัดเซาะแผ่นดินไปกว่า 300 ตารางกม.แล้ว และเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเราพยายามจะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การคืนสภาพป่าชายเลนแต่ก็ไม่ได้ผล”

พรเทพ บอกว่า ปัญหาใหญ่และอุปสรรคสำคัญที่เขาประสบในการสกัดกั้นการรุกคืบของน้ำทะเลจากอ่าวไทยก็คือ เอ็นจีโอและกลุ่มคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์ธรรมชาติ  เขา เปิดเผยว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับแนวทางหรือเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะหยุดการไหลบ่าจากน้ำทะเล ไม่ว่าจะเป็นการทำคิงไซส์ การสร้างเขื่อน หรือ วิธีอื่นๆ เพราะมองว่าจะไปทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

...และวิธีเดียวที่เอ็นจีโอเหล่านี้เห็นด้วย ก็คือ การทิ้งวัสดุที่เหลือใช้ ไม่ว่าจะเป็น หิน ยาง หรือ เอาเสาไปปัก เพื่อทำให้เกิดการสะสมของดินตะกอน ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของป่าชายเลน

“วิธีเหล่านี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล เพราะเรามาทำตั้งแต่ปี 2523 แต่ก็หยุดการเพิ่มของระดับน้ำไม่ได้ เพราะสู้ธรรมชาติไม่ไหว ถ้าเราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก็ต้องย้ายเมืองหลวง เอามั๊ย หรือไม่ ก็สร้างเขื่อนมี 2 ทางเลือก ถ้าไม่ทำทุ่งครุ และกรุงเทพฯจะอยู่ใต้น้ำแน่นอน” เขาระบาย

รศ.ดร.เสรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้มุมมองถึงเรื่องนี้ว่า กรุงเทพฯ มีแผ่นดินที่ติดน้ำทะเลเพียงแห่งเดียว คือ เขตบางขุนเทียน ซึ่งขณะนี้หลักเขตกรุงเทพมหานครในเขตบางขุนเทียน ถูกน้ำทะเลล้ำเขตเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร แสดงให้เห็นว่า แผ่นดินจมหายไป 1 กิโลเมตร

ปัจจุบันนี้การแก้ปัญหาน้ำท่วมดำเนินการโดยวิธีสูบน้ำเหนือที่ไหลทะลักให้ แยกออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งขวาให้ไหลลงแม่น้ำบางปะกง ส่วนฝั่งซ้ายให้ไหลลงแม่น้ำท่าจีน แต่ในอนาคตสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องป้องกันน้ำทะเลหนุนให้ได้



เช่นเดียวกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย( Asian Disaster Preparedness Center-ADPC ) กล่าวว่า ภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่กทม.นั้นตามรายงานการติดตามของศูนย์เอดีพีซีพบว่าจะมี 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นได้ คือ ปริมาณน้ำทะเล น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นดิน ได้นานกว่าปกติ และกระแสลมที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ กทม.นั้นถือว่าเป็นพื้นที่ต่ำ และขณะนี้พบว่าระดับความสูงของพื้นดินนั้นสูงเพียง 40 เซนติเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะทำให้เกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลหนุนสูง น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา หรือ คลองเอ่อล้น เข้าท่วมพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น

แม้ว่า กทม.จะมีระบบระบายน้ำ ระบบแก้ปัญหาที่รองรับ แต่ก็จะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ที่ผ่านมามีสัญญาณเตือนแล้วคือ แผ่นดิน กทม.ในเขตบางขุนเทียนถูกกระแสลม และคลื่นซัดแผ่นดินหายไป ซึ่งตามรายงานพบว่าระยะเวลา 1 ปี พื้นดินเขตบางขุนเทียนถูกกระแสลม และถูกคลื่นกัดเซาะหายไปประมาณ 6-7 เมตรแล้ว


จับตาโปรเจ็คแสนล้าน สร้างเขื่อนยักษ์หยุดอุทกภัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ การรับมือกับสภาวการณ์น้ำท่วมบริเวณที่ลุ่มตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทย รวมทั้งพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคือ “การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่”ป้องกันระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นเนื่องจากสภาวะโลกร้อนในอนาคต  แต่จะสร้างเขื่อนรูปแบบใด และชนิดไหนนั้น

ดร.สมิทธ ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้เสนอแนวคิดต่อเรื่องนี้ว่า    การสร้างเขื่อนในลักษณะเช่นนี้ จะมีที่เก็บน้ำในลักษณะของแก้มลิงตามแนวพระ ราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็นที่เก็บน้ำ  สำรองไว้ใช้ในงานเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอยู่ระหว่างชายฝั่งกับแนวเขื่อน หากทำเป็นเขื่อนคอนกรีต รถจะสามารถวิ่งบนเขื่อนได้ รวมทั้งตรงปากแม่น้ำทำทางให้เรือสามารถลอดผ่านได้ มีช่องทางระบายน้ำ ซึ่งจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 1 แสนล้าน-2 แสนล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเขื่อนรูปแบบใด โดยระยะทางในการสร้างเขื่อนปิดอ่าวประมาณ 100-200 กิโลเมตร การสร้างเขื่อนในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ

แน่นอนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ น้ำก็จะท่วม 1-2 เมตร ฉะนั้นวิธีการป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียวขณะนี้คือ ต้องสร้างเขื่อนสูงสัก 5 เมตร เป็นคอนกรีต ทำแบบประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างให้หนา ข้างบนรถสามารถวิ่งได้ สร้างตั้งแต่นนทบุรีไปถึงปากคลองประปา เพราะน้ำทะเลจะหนุนไปถึงคลองประปา สร้างวิ่งเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามาตลอดไปถึงสมุทรปราการ อ้อมไปถึงบางปะกง ส่วนอีกด้านหนึ่ง สร้างจากฝั่งธนบุรี อ้อมมาถึงพระประแดง ไปสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ก็อาจจะรักษากรุงเทพฯไม่ให้จมน้ำได้ แต่ก็ต้องเริ่มคิดเริ่มสร้างกันเดี๋ยวนี้

ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยคณะวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์สัตว์น้ำเขตร้อนชื้นของ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์  จะใช้เวลาในช่วง 2 ปีข้างหน้าศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลก พร้อมตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปในปี 2503 เพื่อศึกษาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการแล้ว

กระนั้นหากสร้างเขื่อนที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีความคดเคี้ยว จะทำให้ระยะทางของเขื่อนมีความยาวมากและมีการก่อสร้างที่ลำบาก เพราะดินส่วนใหญ่เป็นดินเลน แต่การก่อสร้างเขื่อนบริเวณปากอ่าวไทยจะทำได้ง่าย กว่า เนื่องจากลักษณะของพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นดินทราย สามารถตอกเสาเข็มลงไปได้ ทำให้เขื่อนมีความแข็งแรงทนทาน

เขื่อนนี้นอกจากจะเป็นการกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้ามาแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อีกด้วย โดยรถที่วิ่งมา  จากด้านตะวันออกต้องการลง ภาคใต้จะไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ สามารถวิ่งข้ามเขื่อนเพื่อเดินทางลงใต้ได้เลย เป็นการย่นระยะเวลาในการเดินทางได้ประมาณ 100 กิโลเมตร

“เป็นการช่วยระบายน้ำไม่ให้ทะลักเข้ากรุงเทพฯ  เพราะพื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้น         ที่เศรษฐกิจ เนื่องจากสมุทร ปราการ สมุทรสาคร สมุทร สงคราม มีโรงงานตั้งอยู่จำนวนมากเป็นหมื่นโรง หากมีน้ำท่วมเกิดขึ้นคนงานจะตกงานกันเป็นแสนคน พื้นที่ในกรุงเทพฯถ้ามีการกั้นน้ำที่ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สูงขึ้นจะไม่สามารถป้องกันได้อย่างถาวร เพราะน้ำจะไปท่วมฝั่งธนบุรี พระประแดงแทน แล้วไหลย้อนกลับมา รวมทั้งการสร้างเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สูงขึ้นจะบดบังทัศนียภาพของโรงแรมและ บ้านเรือนของประชาชน ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นได้ และต้องเวนคืนที่ดินอีกด้วย”

อีกทั้งเรือที่ต้องการจอดจะไม่สามารถกระทำได้  การสร้างเขื่อนปิดปากอ่าวจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตั้งรับสามารถจะป้องกันน้ำท่วมในหลาย ๆ จังหวัดได้ ตั้งแต่จังหวัดสมุทร ปราการ สมุทรสาคร สมุทร สงคราม ไปจนถึงบางปะกง ถ้ามีการสร้างกั้นเฉพาะกรุงเทพฯ ก็จะไปท่วม จ.สมุทรปราการไปจนถึงบางปะกง จากนั้นน้ำก็จะไหลย้อนกลับมาเกิดเป็นปัญหาเดิม ๆ เกิดขึ้นอีก


“ถ้าไม่ทำตอนนี้ ปล่อยรอให้ใกล้ ๆ เมื่อน้ำทะเลหนุน เข้ามาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จะสร้างไม่ทันและความเสียหายจะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระบบ เศรษฐกิจจะหยุดชะงักหมด กรุงเทพฯจะค่อย ๆ จมน้ำไปเรื่อย ๆ อีกทั้งน้ำจืดก็จะไม่มีกิน เพราะน้ำทะเลจะหนุนเข้าไปในคลองประปา ทำให้น้ำประปามีรสเค็มกลายเป็นน้ำกร่อย ผู้คนเป็นล้านจะไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ เวลาน้ำเหนือลงมาปะทะกับน้ำทะเลที่ท่วมอยู่แล้วก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งอาจจะท่วมมากกว่า 2-3 เมตร ก็เป็นได้”

ขณะที่ รศ.ดร.เสรี กรรมการภูมิศาสตร์โลก เสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีสร้างคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน โดยสามารถเลือกสร้างได้ทั้งคันดินสีเขียวเพื่อปลูกต้นไม้ หรือสร้างคันเป็นถนนสำหรับรถวิ่งลักษณะเดียวกับประเทศเวียดนามที่ก่อสร้างไปแล้วเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ลงมือแก้ปัญหาเพราะติดปัญหาทางการเมือง

เขาระบุว่า ธนาคารโลกเคยนำเสนอปัญหาดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยแล้ว เพราะที่ประชุมคณะกรรมการภูมิศาสตร์โลกมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ความนิ่งเฉยของรัฐบาลไทย ทั้งนี้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อใด แต่หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงคาดว่าระดับน้ำที่ท่วมจะสูงถึง 1-2.5 เมตร สูงต่ำตามระดับพื้นดิน โดยจะรุนแรงมากในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ฝั่งธนบุรี เขตคลองเตยจนถึงบางแค สำหรับฝั่งพระนครจะท่วมถึงบริเวณสวนหลวง ร.9

เพราะฉะนั้นประชาชนชาวกรุงเทพฯ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลและเขตการปกครองท้องถิ่นตระหนักถึงปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อเร่งสร้างคันกั้นน้ำให้เร็วที่สุดเพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี หากเราลงมือทำกันจริงๆ วันนี้ก็ยังแก้ปัญหาทันอยู่ เพียงแต่เรายังไม่เริ่มเท่านั้น

ส่วนทางออก สำหรับน้ำเหนือ ต้องหาพื้นที่ให้น้ำอยู่ เป็นที่พักน้ำ ในบริเวณแถวภาคกลาง ไม่สามารถสร้างเขื่อน ระดับน้ำทะเล อาจจะต้องหาพื้นที่สร้างเขื่อนดิน เห็นประสบการณ์จากเนเธอร์แลนด์ ปลูกป่า เป็นลักษณะป้องกันต้องหา ทำคันดินยกสูงขึ้นมา 5 เมตร พื้นที่ไหนที่เหมาะก็ทำคัน ทำคันดินไม่ให้น้ำทะเลเข้ามา ถ้าจะให้รถวิ่งได้ ประเด็นคันดินต้องกั้นน้ำทะเล พอเราถมคันดินแล้วต้องมีป่าชายเลน  การออกแบบก็แล้วแต่ หลายวัตถุประสงค์ หลบเลี่ยงการจราจรที่แข็งแรง ทั้งหมดนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณเป็นหมื่นล้านบาทขึ้น นี่ยังไม่ได้รวมค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง 80 กม. บางขุนเทียนเทียน สมุทรปราการ จนถึงสุมทรสงคราม

ดร.สมิทธ และนักวิชาการอีกหลายท่านต่างเห็นตรงกันและออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับคนหลายสิบล้านคน

“อย่าวางใจ ชะล่าใจ ต้องรอให้เกิดวิกฤติ  ก่อนแล้วจึงคิดแก้ไข  รัฐจะต้องมีนโยบายเป็นโครงการระดับชาติ มีการดำเนินการต่อเนื่องกันในหลายๆ รัฐบาล เพราะการสร้างเขื่อนต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 5-8 ปี ไม่ใช่รัฐบาลนี้เห็นชอบก็มีการดำเนินการ แต่พอมีรัฐบาลใหม่ก็หยุดชะงักลง อาจทำให้เกิดความเสียหายและไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาการที่ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องโลกร้อน โดยการปลูกต้นไม้ ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก นับเป็นวิธีที่ช่วยได้ในระดับหนึ่ง” ดร.สมิทธ กล่าว

ต่อเรื่องนี้  “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการอุทกภัย ยอมรับว่า ประเทศไทยขาดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำตลอดมา” เพราะในความเป็นจริงนั้นแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่างก็มีแผนแต่ไม่เคยนำมาเชื่อมโยงกันออกมาเป็นแผนรองรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ในภาพใหญ่ของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว อภิรักษ์ กล่าวว่าแผนระยะยาวต้องพิจารณาใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ 2.การทำเรื่องของโครงการแก้มลิง เพื่อรับสถานการณ์ในช่วงน้ำมาก 3.การดูแลและติดตามเรื่องของปัญหาโลกร้อน เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าต้นน้ำ และ 4.การเข้มงวดเรื่องของการวางผังเมือง

ทั้งนี้ในส่วนของกรุงเทพฯ กรมทรัพยากรธรณีและธรรมชาติ กรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องมาสำรวจหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ เกี่ยวกับน้ำที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบบนมาตรการที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลูกป่าชายเลนเพิ่ม การสร้างแนวกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ รวมถึงเรื่องการจัดระเบียบใหม่ของผังเมือง เนื่องจากที่ผ่านมามีการละเมิดกฎข้อห้ามของผังเมืองในจุดพื้นที่รับน้ำ จนทำให้ปิดกั้นเส้นทางน้ำไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซนด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ

“ต่อไปนี้ทุกหน่วยงานต้องลงมาดูในภาพรวมทั้งหมดรวมกันเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระดับชาติไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่า

กรุงเทพฯจมบาดาล

จากเฟสบุคคำทำนายหายนะโลก 2012 วันที่ 13 มีค. 2555 (รวบรวมมาไว้ให้ดูเพือเป็นตัวอย่างแก่การศึกษานะครับ ..brn 13 mar 2012)

เรื่องด่วนมาก เกี่ยวกับภัยพิบัติ "ที่นอกเหนือธรรมชาติ" 
 จากอัญญสิทธิ์ เวปพลังจิต 
ขอให้ออกจากกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลได้แล้ว ให้มาอยู่ทางเหนือหรืออีสาน ทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ.๒๕๕๕

 ระหว่าง วันที่ ๙ – ๑๔ ต.ค. ๕๔ ข้าพเจ้า, อ.ศํกดาและคณะเดินทางไปนครต้าลี่(อาณาจักรน่านเจ้าของไทยในอดีต) ประเทศจีน เพื่อหาทางหยุดยั้งภัยพิบัติ อุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย เราเดินทางไปนครต้าลี่ด้วยความทุกข์อย่างใหญ่หลวง ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวไทยและบ้านเมืองของเรา กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่ล้านชีวิตที่ต้องสูญสิ้นเพราะอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์กลุ่ม หนึ่งที่ต้องการจะครองโลก


ก่อน เดินทางไปมณฑลยูนนาน นครต้าลี่ ประเทศจีน เรากำลังพูดคุยกันว่า เราอยากไปช่วยผู้ที่กำลังประสบกับภัยพิบัติ เราจะเริ่มจากจังหวัดไหนก่อน ที่ไหนที่ขาดแคลนมากที่สุดที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ที่ผ่านมา อ.ศักดาและข้าพเจ้า พยายามแจ้งข่าวเตือนภัยแก่ญาติธรรมและพี่น้องชาวไทยมาโดยตลอด ทั้งภาพแผนที่ประเทศไทยที่แสดงพื้นที่ส่วนที่จมและส่วนที่เหลือรอดจาก อุทกภัยและการตระเตรียมทั้งสถานที่อยู่ที่จะปลอดภัย และสิ่งที่ควรตระเตรียมไว้เมื่อเกิดภัยพิบัติทั้งอาหาร, ยารักษาโรค, ไฟฉาย, เตาแก๊ส, เตาถ่าน, น้ำมันเชื้อเพลง เป็นต้น

แต่ บ้านเมืองเราทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปรกติ ทำให้ท่านคิดว่ามันไม่มีอะไรและดำรงชีวิตอยู่ในความประมาท ไม่มีการสำรองทั้งที่พัก(บ้านหลังที่ ๒ ทางภาคเหนือหรืออีสาน)และอาหาร แต่ก็มีญาติธรรมจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เชื่อ ได้ขายบ้านที่อยู่ในภาคกลาง, ภาคใต้และภาคตะวันออก มาซื้อที่ดินและปลูกบ้านทางภาคเหนือ เพื่อเตรียมรับกับภัยพิบัติและภัยจากสงครามโลก เพราะพวกเรารู้ดีว่าหลังจากภัยพิบัติ น้ำไป ไฟจะมา สงครามจะเกิด ทั้งสงครามกลางเมืองและสงครามโลก ข้าวปลาอาหารจะขาดแคลน ที่มีก็จะราคาแพงมาก แย่งกันอยู่ แย่งกันกิน ไม่ว่าจนหรือรวย ถึงเวลามีเงิน ก็หาซื้ออาหารไม่ได้ ไม่มีใครต้องการเงินมากกว่าอาหาร

เบื้องบน บอกว่า...การเข้าไปช่วยเหลือชาวสยามที่กำลังประสบภัยนั้น มีผู้ที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว แค่เธอทั้ง ๒ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ ท่านบอกว่า...

“โพธิ์ สัตว์น้อย จงฟังเรา! ทุกข์ของแผ่นดินน่าเวทนานัก หากเป็นกรรมเราจะนิ่งเฉย แต่นี่เกินจากกรรมอันกำหนดแล้ว จำเป็นต้องลงมาช่วยแก้ไข ถ้าหากเป็นกรรมที่ชาวสยามทำกับพระโพธิสัตว์(คิดร้าย มุ่งร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวฯ) เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม แต่นี่เกินจากกรรมนั้นแล้ว มีทางเดียวที่ยุติอุทกภัยครั้งนี้ได้ คณะของโพธิสัตว์น้อยต้องเดินทางไปยังทะเลสาบเอ๋อไห่ ไปกราบพระแม่กวนอิม ขอมังกรดำให้มาจัดการพญาอินทรีย์ไม่เช่นนั้นหยุดไม่อยู่ 

แผ่นดินสุวรรณภูมิ(ไทย-ลาว-พม่า-จีน-เวียดนาม-มาเลเซียและสิงค์โปร์) จะกลายเป็นทะเล  ชีวิตนับล้านจะสูญสิ้น ให้ทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จจงได้ ถึงลำบากก็ต้องทำ ๕  ชีวิตเดินทางไปยังทะเลสาบเอ๋อไห่ให้เร็วที่สุดไม่เช่นนั้นจะหยุดภัยครั้งนี้  ไม่ได้เลย    พรุ่ง นี้ อัญเชิญ “พระสยามเทวาธิราช” ไปไว้ที่ริมโขงเขื่อนจีนจะแตกในไม่ช้า มีแต่พระสยามเทวาธิราชเท่านั้นที่จะหยุดภัยพิบัติได้  และไปให้ถึงชายแดนไทย ไปให้ถึงเอ๋อไห่ให้เร็วที่สุด เร่งทำภารกิจให้เร็วที่สุด


“อัญเชิญ พญามังกรดำแล้ว เอาน้ำจากทะเลสาบเอ๋อไห่กลับมาผสมกับน้ำมนต์ของเรา แล้วเทลงไปยังแม่น้ำสำคัญ ปิง, วัง, ยม, น่านและแม่น้ำโขง แต่เหตุที่เกินขึ้นจะยังไม่จบลงง่ายๆ ใช้เวลาอีกหลายเดือน ภารกิจครั้งนี้! จะช่วยบรรเทาความเสียหายของประเทศเหลือเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เช่นนั้นจะเสียหายถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ กรุงเทพฯ จะเสียหาย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ทำ ไม่แก้กรุงเทพฯ จะเสียหาย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พระแม่กวนอิมจะนำทหารกองทัพธรรมของท่าน ๑.๕ ล้านคนมาด้วย จะลงมาแฝงในร่างของทหารไทยและประชาชนไทยในการทำกำแพงกั้นน้ำ ช่วยกันบรรจุสิ่งของไปแจกคนที่ถูกน้ำท่วมและแฝงในร่างของเศรษฐี คนมีเงินให้ช่วยบริจาคทรัพย์ ช่วยคนถูกน้ำท่วม ในที่สุด ธรรมะจะต้องชนะอธรรม”

พี่ น้องชาวไทยทุกท่าน! ข้าพเจ้า, อ.ศักดาและคณะ ได้ทำภารกิจตามบัญชาเบื้องบนครบถ้วนทุกประการแล้ว และความหมายที่เบื้องบนบอกคือ อุทกภัยที่เกิดขึ้น เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงเล็กน้อย แต่มนุษย์ซ้ำ และเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดขึ้น ซาตาน มาร พญามาร หมายถึงชาวต่างชาติที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในการทำให้เกิดภัยธรรมชาติพวกเขามี กำลังเงินและกำลังคน และประเทศไหน? ที่สัญลักษณ์ของประเทศคือ พญาอินทรีย์ ท่านลองคิดดูเอง นี่แหละ! ซาตานตัวจริง หน้าฉากทำรักษ์โลก รักพี่น้องร่วมโลก หลังฉาก คือ ซาตานลวงโลก ศาลโลกตัวจริง! ตัดสินชีวิตมนุษย์โลก เพื่อกอบโกยทรัพยากรในแผ่นดินของเขา



เบื้อง บนอีกพระองค์ ได้บอกกับข้าพเจ้าว่า... พญามารเขาว่าเขาคิดดี เขาคิดถูก เขาบำเพ็ญมาไม่น้อย แต่เขาคิดแตกต่างจากเรา เรานับถือพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระศาสดา พญามารก็เช่นกัน เข้าก็มีคนของเขาที่ลงมาเกิดและเชื่อในสิ่งที่เขาคิดและทำ เขาคิดว่าตัวเองคือ ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก มีสมองที่ดีแต่มุ่งทำลายสรรพชีวิต เขามีเทคโนโลยีชั้นสูง เขาคิดว่าประชากรในโลกนี้มีมากเกินไปและมีแต่คนไร้ประโยชน์ เพราะอย่างนั้นทำให้ประชากรโลกเหลือให้น้อยที่สุด และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาคือ โลกของซาตาน ไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา คัดเลือกไว้เฉพาะคนที่มีประโยชน์กับเขาและคนที่เก่งที่สุดในแต่ละสาขาอาชีพ เก่งที่สุดทางด้านวิชาการ เขาต้องการครองโลกควบคุมและเป็นเจ้าของโลกมนุษย์ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามกฏแห่งกรรม ผู้ใดทำกรรมใดไว้จะต้องรับผลแห่งกรรมนั้นการเบียดเบียนชีวิตไม่ว่าคนหรือ สัตว์เป็นบาป คนเราฆ่าก็ตาย ไม่ฆ่าก็ตาย เกินขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นสิ่งที่แน่นอนและเป็นไปตามกฎแห่งกรรม


พี่ น้องชาวไทยและญาติธรรมที่รักทุกท่าน! พวกนี้เขาเกลียดคนผิวเหลืองและพวกอาหรับมากที่สุดและเขาคิดว่าไร้ประโยชน์ มากกว่ามีปะโยชน์ ประชากรในโลกนี้มีมากเกินไป เพราะฉะนั้นต้องล้างโลก โดยใช้น้ำ ตามด้วยไฟ และก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ แต่เขาต้องเข้ายึดประเทศไทยให้ได้ก่อน เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ เขาเลือกประเทศไทยเป็นเมืองหลวงของรัฐโลกใหม่ เป็นพื้นที่ๆ เอื้อต่อการทำสงครามต่อเนื่องทั้งกับจีน, อาหรับและทุกประเทศที่ไม่ร่วมมือกับเขา ใช้ภาคใต้ของไทยเป็นที่ตั้งฐานทัพและเลือกประเทศไทยเป็นที่อยู่ของพวกเขา เพราะเป็นเขตอบอุ่น มีอาหารสมบูรณ์
คนกลุ่มนี้ที่ต้องการจะครอบครองโลกเขาเลือกประเทศไทย แต่...เขาไม่ได้เลือกคนไทย ตายมากเท่าไหร่ยิ่งดี

ถ้า เขาทำสำเร็จ จะไม่มีขอบขัณฑสีมาอีกต่อไป ขอบขัณฑสีมาของประเทศไทยอยู่ตรงไหน? อีกหน่อยเราจะบอกลูกหลานไทยของเราว่ายังไง? ประเทศไทยคือเมืองในอดีตหรือ? คนกลุ่มนี้จะสร้างรัฐโลกใหม่ ไม่เอากษัตริย์ ไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา เขาต้องการครองโลก นี่คือเรื่องจริงและกำลังเกิดขึ้น ได้ปรากฏให้พวกเราได้เห็นกันแล้ว!

ขั้นแรก ใช้เงินซื้อคนไทยให้มาเป็นพวก ร่วมปฏิบัติงาน โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจ ผู้นำมวลชน คนที่ประชาชนเชื่อถือ ให้ภาคใต้แบ่งแยกด้านศาสนาและใช้ภาคใต้เป็นที่ตั้งฐานทัพเพื่อทำสงคราม, ภาคอีสานแบ่งแยกด้านฐานะ คนรวย-คนจน ใช้เงินซื้อให้เข้าร่วมปฏิบัติการ, ภาคเหนือ-กลาง แตกแยกด้านทางความคิด,ภาคตะวันออกและชายฝั่งทะเลทั้งหมด นำคนของเขาที่ฝึกการรบไว้แล้ว เช่นโรฮิงญ่า ยิว มุสลิมหัวรุนแรง เข้ามาเป็นแรงงานตามร้านอาหาร โรงงาน ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ
ขั้นที่ ๒ ยุให้เกิดความแตกแยกกันเองภายในประเทศและทำลายในหลวงฯ- พระราชินีและราชวงศ์ทุกทาง ล้มระบอบกษัตริย์ให้ได้

ขั้นที่ ๓ ทำฝนให้เกิดน้ำมากที่สุดทั่วประเทศ เริ่มทางภาคเหนือ เพราะน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ระเบิดเขื่อนให้ได้ทำ เพื่อให้แผ่นดินไทยกลายเป็นทะเล
ขั้นที่ ๔ เมื่อประชาชนไทยเดือดร้อน ฉากหน้าส่งทหารและอาหารเข้ามาช่วยเหลือ แต่จริงๆ แล้วฉากหลังนำเรือบรรทุกเครื่องบินรบ ๕ ลำพร้อมเรือพิฆาตเข้ามาสู่อ่าวไทย(ถ้าช่วยน้ำท่วมจะเอาเข้ามาทำไม?)

ขั้นที่ ๕ ส่งนักรบซาตานกระจายไปทุกแห่ง เพื่อเริ่มปฏิบัติการ ที่ไหนมีพนังกั้นน้ำเข้าทำลาย โดยใช้คนไทยที่ถูกล้างสมองและซื้อได้เป็นผู้ทำ ทหารและประชาชนที่สร้างพนังกั้นน้ำก็ไม่พอใจ จะเกิดการปะทะกัน นักรบซาตานก็ใช้อาวุธเข้าจัดการทหารและประชาชน เพื่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ

ขั้นที่ ๖ เข้ายึดประเทศไทย คนไทยขายชาติ จะหลบเข้าไปอยู่ในเรือรบพญาอินทรีย์ เขารู้กัน!
พี่ น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน! เขาไม่ได้จะทำเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เขาทำทั้ง ๗ ประเทศ คือแผ่นดินสุวรรณภูมิทั้งหมดให้กลายเป็นทะเล เมื่อภารกิจเขาทำสำเร็จยึดได้หมดแล้ว เขาจะปล่อยน้ำลงทะเล แผ่นดินก็จะกลับคืนมา ขณะนี้ประเทศเม็กซีโก เอซาวาดอร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ พม่าฯลฯ ก็โดนด้วย แผ่นดินที่ยากจน เขาจัดการก่อน แม้แต่คนในประเทศเขาเอง เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นประชาชนของเขาและพวกเราจะทำอย่างไร?




เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรคที่ใช้เป็นประจำ (อย่างต่ำ ๖ เดือน) เตาถ่าน น้ำมันเชื้อเพลิง เสื้อกันหนาวอย่างหนาและอย่างบาง(สงครามโลกเกิด เราจะตกอยู่ในความหนาวเย็น) ท่านที่ใช้แว่นตาให้เตรียมไว้ คอนแทกเลนซ์เตรียมไว้ ของใช้ส่วนตัวทุกอย่าง รวมทั้งของใช้ส่วนตัวหญิง อย่างน้อย ๖ เดือน อย่าลืม เตรียมให้พ่อแม่ด้วย ถ้าท่านต้องทานยาทุกวัน รีบขอหมอเตรียมไว้ พยายามคิดว่าอะไรที่ต้องใช้และจำเป็นต้องจัดเตรียม ให้รีบทำ ไม่มีเวลาแล้ว

• ขอให้ออกจากกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลได้แล้ว ให้มาอยู่ทางเหนือหรืออีสาน อยู่ห่างจากตัวเมืองอย่างน้อย ๒๕ กิโลเมตร อย่าอยู่ในตัวเมือง เบื้องบนเตือนว่า..มีเขื่อนที่จะต้องระวังและอาจแตกได้ ๓ เขื่อน คือเขื่อนศรีนครินทร์, เขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาทและเขื่อนแม่งัด จ.เชียงใหม่ ถ้าเขื่อนแม่งัดแตก ท่านบอกว่า..มีเวลาหลบภัย ๕ ชั่วโมงเท่านั้น ทางภาคใต้จะกลายเป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย ถ้าที่ไหนมีพระสยามฯ จะพาผู้คนขึ้นที่สูง

• เรื่องนี้สำคัญต้องจำไว้! ถ้าเกิดสงครามโลกและมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เมื่อไหร่ เรามีเวลาเพียง ๓ วันเท่านั้นที่จะหลบภัยจากกัมมันตรังสี ภายใน ๓ วันจะถึงประเทศไทย ให้หลบอยู่ที่พระใหญ่ พระใหญ่จะมีรัศมีป้องกันได้ ๕ กิโลเมตร เบื้องบนบอกว่า...จะมีคนไทยเสียชีวิตประมาณ ๑๕ ล้านคน จำไว้! ที่พระใหญ่ คือ ที่หลบภัย และที่ไหนมีพระสยามเทวาธิราชที่นั่นจะปลอดภัย ใครลงชื่อให้กับผู้ที่คิดร้ายกับพระมหากษัตริย์และแผ่นดิน เก็บกลับหมด

จะมีโรคใหม่เกิดขึ้น จะมีเลือดไหลออกมาทางจมูก ทางตา ทางหู ทางรูขุมขน ถ้าเอามือเข้าไปแตะ ผิวหนังตรงนั้นจะเน่าทันที ตายโดยไม่รู้สาเหตุภายใน ๔-๙ วัน เกิดจากแสงสุรยเทพ ใครเป็นคนดีรักษาศีล ๕ อย่างน้อย สวดมนต์ภาวนา(เพราะการรักษาศีลและการสวดมนต์จะเป็นพลังที่ปกป้อง คุ้มครองเราได้) จะมีแก้วใสครอบ จะปลอดภัย เขารบกันอย่าออกไปยุ่ง เมื่อถึงเวลาจะบอกอีกที

ซาตานลวงโลกใช้ไทยและไต้หวันเป็นฐานรบ ตะวันออกกลางจะเละดูไม่จืด ข้าศีกเข้ามาอยู่ในบ้านเราเป็นล้าน ศึกนอกจะใหญ่ ศีกในจะยุ่ง มันเป็นชะตาฟ้า ไม่สามารถหยุดได้ เขามีเครื่องที่วิ่งอยู่ใต้ดินได้ หัวเหมือนรถไฟ เป็นสว่าน มีคนอยู่ในนั้น เจาะลงไปให้เกิดโพรงใต้ดิน ยิงขึ้นไปข้างบนได้ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ ลงไปฝังระเบิดไว้ทุกเมืองในโลก จาคอป เป็นคนตัดสินใจว่าจะกดปุ่มหรือไม่ เจาะไว้ใต้ประเทศ ถ้ากดปุ่ม คนจะตายกว่าครึ่งโลก


• อ.ศักดาและข้าพเจ้า ถวายสังขารเป็นพุทธบูชา อุทิศชีวิตเพื่อในหลวงฯ และแผ่นดินไทย ข้าพเจ้ามีเลือดไทยไม่เต็มร้อย แต่ข้าพเจ้าก็รักในหลวงฯ และแผ่นดินไทยมากกว่าคนไทยบางคนที่มีเลือดไทยเต็มร้อย ทำไมต้องทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง เป็นขี้ข้าต่างชาติ ลืมคุณพระราชาที่รักษาแผ่นดิน ปกป้องแผ่นดินและทุ่มเททุกอย่างเพื่อประชาชน กรรมที่ทำกับพระองค์ท่านและราชวงศ์ จะวิบัติทั้งครอบครัว ทางสุดท้ายของชีวิต คือขุมนรก

• ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระแม่กวนอิม, ทหารของพระแม่, พญามังกรดำและบริวาร จะช่วยเราได้และจัดการกับพญาอินทรีย์สำเร็จ แต่คนไทยจะฆ่ากันเอง โดยมีต่างชาติเสี้ยม ผู้มีอำนาจรู้เห็นเป็นใจ กรรมจริงๆ
• เบื้องบน บอกว่า...ถ้าคนดีมีศีลธรรม มีอำนาจ สงครามโลกจะจบภายใน ๒ ปี แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ ๑๑ ปีถึงจะจบ

• อย่าเก็บเงินดอลล่าร์กับยูโรไว้ ทุกสิ่งที่เตือนมา เชื่อก็รอด ไม่เชื่อก็ไม่รอด

• ญาติธรรมที่รักทุกท่าน ท่านทราบหรือไม่ว่า...ทางไปสวรรค์ ไปทางไหน? ไปทางเรือ ทางรถหรือขี่จรวด?.. ไปด้วย ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นพาหนะ ทำให้เกิดตบะ ปัญญามหาศาล หนทางสู่เบื้องบน มุ่งสู่แดนนิพพาน ทำเถิด ปฏิบัติได้แล้ว คนส่วนใหญ่รู้ธรรมมาก แต่ปฏิบัติน้อย

• รวมตัวถวายคืนพระราชอำนาจให้ในหลวงฯ ให้ได้ แผ่นดินสยามอันสงบสุขจะกลับคืนมา วิบากกรรมของแผ่นดินไทยจะจบ ไพร่ฟ่า หน้าใส

คนที่เกิดมาในแผ่นดินสยาม จิตเดิมอาจไม่ใช่คนสยาม แผ่นดินไทยของเรารบราทำศึกมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ข้าศึกศัตรูเสียชีวิตในแผ่นดินไทยมากมาย เขาตายที่ไหน เขาเกิดที่นั่น เพราะฉะนั้นคนที่คิดร้ายต่อแผ่นดินไทย ต่อในหลวงฯ ต่อราชวงศ์ เพราะจิตเดิมของเขาไม่ใช่คนไทย จิตเดิมของเขามุงร้ายต่อแผ่นดินไทยอยู่แล้ว ขอให้พวกเราชาวไทยแผ่เมตตาให้กับเขา ขออโหสิกรรมให้ซึ่งกันและกัน ช่วยให้ภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับประเทศเรา เบาบางลง

ปล. ถ้าท่านต้องออกจากบ้าน แต่ไม่มีที่พักอาศัย ข้าพเจ้าและ อ.ศักดา ขอเชิญท่านมาพักที่พระไตรรัตนะเทวสถาน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่(อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ๒๕ ก.ม.) พวกเราได้เตรียมเสบียงอาหาร เครื่องนอน พร้อมสำหรับทุกท่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น



คำทำนายให้อพยพจากกทม.

คัดจาก เฟสบุ๊ค รวมคำทำนาย ภัยพิบัติล้างโลก 2012
ปี พศ.2555 นี้ ธรรมชาติจัดหนักแน่นอน กรุงเทพล่มสลาย !!!
(จาก Aunyasit สมาชิกเว็บพลังจิต)



คำทำนายให้อพยพออกจาก กทม.

ปี พศ. 2555 นี้ ธรรมชาติจัดหนัก แน่นอนครับ  อีกประมาณ3เดือน

(เดือนนี้ กพ.พศ.2555) น้ำมหาศาลจะมาจากทางทะเล ปั่นป่วนไปหมดทั้งโลก สาเหตุมาจากลาวาร้อนใต้ผืนโลกที่กำลังแทรกแผ่นดินขึ้นมาจากมหาสมุทร พิกัดอยู่ระหว่าง ญี่ปู่น ไต้หวัน และ ฟิลิปปินส์ เมื่อความร้อนจัดจากลาวากับความเย็นจัดจากน้ำใต้ทะเลปะทะกัน ประกอบกับแรงดันสูงจากลาวาใต้โลกปริมาณมหาศาลดันทะลุเปลือกโลกขึ้นมา แรงดันจากใต้โลกจะยกยกผืนน้ำให้สูงขึ้นจากระดับปกติเป็นร้อยเมตร ขณะที่โลกก็หมุนไป ก็จะก่อตัวเป็นพายุใหญ่ยักษ์หอบเอาน้ำและโคลน เมื่อพายุน้ำหมุนผ่านที่ไหนก็จะกวาดพื้นที่นั้นไปกับน้ำด้วย เส้นทางของมหันตภัยที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านบอกเตือนไว้คือผ่านไต้หวัน เวียดนาม เขมร ลาว ไทย ศรีลังกา อินเดีย ฯลฯ ไปรอบโลก และประเทศที่พายุนี้ผ่านจะราบคาบครับ ท่านบอกว่าขนาดมหึมาของพายุจะคลุมพื้นที่ระหว่างใต้หวันกับฟิลิปปินส์เต็มพื้นที่

เมื่อพายุน้ำหมุนนี้ผ่านไทย กทม.จะจมทันทีครึ่งนึงพร้อมๆกับจังหวัดชายทะเลหลายจังหวัด ในส่วนของ กทม ที่จะจมทันทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านให้เอาแนวทางรถไฟเป็นเส้นแบ่ง หลังจากนั้น กทม.จำค่อยๆจมลงอีก(เข้าใจว่าแผ่นดินทรุดต่ำลง ประกอบกับระดับน้ำสูงขึ้นอันเนื่องมาจากคลื่นสูงหลายสิบเมตรซัดชายฝั่ง)

ทั้งพายุใหญ่ คลื่นใหญ่ แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก ถึงเวลานั้นน้ำที่มาจากเขื่อนนั้นจิ๊บๆไปเลยครับ

หลังจากนั้นแรงสั่นสะเทือนทั้งหลายแหล่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดหนัก แล้วเกิดแผ่นดินแยก เขื่อนแตก น้ำเขื่อนก็จะไหลลงมาซ้ำเติม ท่วมหนักไปอีก


ทางแก้มีทางเดียวคือ หนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย  ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป

ผมน่ะเชื่อเกินร้อยครับ เมื่อมีสัญญาณมา ผมจะหนีก่อนเป็นคนแรกๆเพราะไม่อยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ในวันเกิดเหตุท่านบอกว่าจะมีปรากฏการณ์ทางท้องฟ้าในตอนบ่ายของวันนึง ท่านให้ผมพาญาติพี่น้องและญาติธรรม ออกจาก กทม. ทันที เพราะหลังจากนั้นจะเกิดโกลาหล เดินทางออกจาก กทม. ได้ยาก ประกอบกับฝนจะตกอย่างหนัก ลมแรง น้ำท่วมฉับพลัน


ที่จริงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านเตือนผมมาอย่างต่อเนื่องเกือบสองเดือนแล้ว  และผมก็เตรียมการมาระยะนึงแล้ว เคยถามท่านว่ากาลเวลาที่จะเกิดเหตุจะมีการเปลี่ยแปลงไม๊ ท่านบอกว่าสัจจธรรมเปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องเตรียมการแข่งกับเวลาครับ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านบอกผมว่า "ผู้ที่รู้แล้วไม่เตรียมการ เป็นผู้ที่ประมาทยิ่งกว่าผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย"

อย่างน้อยๆก็เตรียมปัจจัยสี่ไว้ในสถานที่ปลอดภัย เพื่อความไม่ประมาทครับ ของผมจะเตรียมทุกอย่างพร้อมภายในเดือนมี.ค. นี้ และจะมีเวลาส่วนที่เหลือเพียงน้อยนิดเตรียมอย่างอื่นๆ ต่อไป

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านมาเตือนผมเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 54 ท่านบอกว่านับจากวันนั้นมาไม่เกิน 5 เดือนภัยพิบัติก็จะมาถึง กทม. ตอนนี้เวลาผ่านไปแล้วเกือบ 2 เดือน ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 3 เดือนครับ

จากนั้นท่านมาเตือนบ่อยขึ้นเกือบทุกสัปดาห์ หลายพระองค์ก็วนเวียนกันมาเตือน  ให้เก็บของเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอพยพไปอีสาน ดูแล้วเวลาแต่ละวันนับจากวันที่ท่านมาเตือนมีค่ามากๆ ที่จริงวันนึงก็ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ถ้าหากคิดแล้วทำเลย และรู้สึกว่าเวลาแต่ละวันผ่านไปเร็วมาก ครับ

หลังจากเกิดภัยจากน้ำแล้ว ภัยอื่นๆก็จะตามมาอีก เป็นระลอกๆ ภัยจากคนมีแน่นอน เมื่อข้าวยากหมากแพง ขาดอาหาร คนก็จะแย่งชิง เข่นฆ่ากัน ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นเขามีกรรมติดตามมาทันก็ต้องชดใช้กัน ถึงตอนนั้นเมืองใหญ่ไม่น่าอยู่แล้วเพราะระบบการปกครอง การบริหารจะล่มสลายไปด้วย จะเป็นกลียุคโดยสมบูรณ์อยู่ระยะนึง

ดังนั้นการที่เราจะไปอยู่ที่ไหนนั้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเอาไว้ด้วย ที่ผมเตรียมนั้นก็เหมือนสร้างชุมชนอิสระขึ้นมาชุมชนนึง มีครบทุกอย่าง เครื่องป้องกันตัวก็ต้องมีไว้ให้ครบถ้วน ไม่ต้องติดต่อกับโลกภายนอกสักครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็สามารถอยู่กันเองได้

ส่วนคนที่เขามีบุญกุศลยังไงก็มีเหตุให้อยู่รอดปลอดภัยครับ

เชียงใหม่ มีทั้งทีึ่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ที่ปลอดภัยนั้นต้องไม่อยู่ในแนวของทางน้ำหรือใกล้เคียงและควรหลีกเลี่ยงเส้นแนวแผ่นดินไหวด้วย อันนี้ต้องศึกษาลักษณะของพื้นที่ทางธรรมชาติ เพราะแถบนั้นเป็นภูเขาสูงน้ำจะไหลเร็วและแรง ประกอบกับจะมีดินถล่มด้วยครับ


น้ำท่วมครั้งที่แล้ว ผมทราบล่วงหน้า 4 เดือน แต่ท่านมาเตือนให้เก็บของขึ้นที่สูงก่อนน้ำมาถึงบ้าน 2 อาทิตย์และผมถามท่านว่าน้ำจะเข้าบ้านไม๊ ท่านบอกว่าน้ำจะไม่เข้าบ้าน แต่จะปริ่ม ผมลองวัดดูเหลืออีก 15 เซนติเมตรน้ำก็จะเข้าบ้าน จากนั้นน้ำก็ค่อยๆลดลง

เรื่องภัยพิบัติจากทะเลคราวนี้ ท่านบอกผมไว้ล่วงหน้าประมาณ 13 ปี และท่านมาเตือนให้เก็บของเตรียมอพยพล่วงหน้า 5 เดือนและก็เตือนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

ก็เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ท่านบอกนั่นแหละ หลังจากนั้นใครจะอยู่แบบทุกข์มาก ทุกข์น้อย ก็อยู่ที่การเตรียมการของแต่ละคน

คณะผมตุนข้าวเปลือกกับข้าวสารรวมกัน 30 ตัน น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 15,000 ลิตร เครื่องปั่นไฟ ขนาด 5 kva 3 เครื่อง เครื่องสีข้าวด้วยมือ 5 เครื่อง เครื่องโม่แป้ง ตะเกียงน้ำมันก๊าซ 20 อัน รถมอเตอร์ไซด์ 2 คัน รถจักรยาน 3 คัน เครื่องปั๊มน้ำแรงลม 2 ชุด(ดึงน้ำจากบ่อบาดาล) บ่อน้ำชักรอก 3 บ่อ เลี้ยงปลา 5 กระชัง บึงน้ำ 4 บึง ที่ทำนา 25 ไร่ ที่ดินปลูกผัก 5 ไร่ ที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ รวมทั้งที่พัก(ห้องชุด) ประมาณ 20 units และที่พักรวม จำนวนหนึ่ง ตู้รถไฟ(ความยาว 16 เมตร) 3 ตู้ เอาไว้เป็นที่พักของญาติธรรม และมีวิหารขนาด 1200 ตรม. 1 หลัง ขนาด 100 ตรม. 2 หลัง ที่กันแดด กันฝนที่จะรองรับคนได้ประมาณ 500 คน เต๊นท์ประมาณ 40 หลัง รวมทั้ง เสื้อผ้ากันหนาว จอบ เสียม ขวาน สุนัข 6 ตัว แมว 5 ตัว ฯลฯ สรุปแล้ว ตุนทุกอย่างที่ขวางหน้าอันนี้เป็นของส่วนกลางที่จะใช้ร่วมกัน แต่สำหรับแต่ละคนเขาก็ซื้อของไว้เป็นของส่วนตัวอีกส่วนนึง ถ้าให้ได้ราคาถูกก็คือซื้อมามากๆแล้วก็แบ่งกัน

ที่จริงในพุทธสถานฯผมต้องการรองรับญาติธรรมที่สนิทๆ ญาติผมและของญาติของญาติธรรม รวมกันไม่เกิน 200 คน แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ปู่ขาวมหาราช ท่านมาบอกว่า ลูกจะมีที่พักรองรับผู้คนไม่เพียงพอ ให้สร้างเพิ่มเติม ลูกต้องเมตตาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้มาก อันนี้ทำเอาผมกลุ้มเลย เพราะคณะผมเตรียมกันจนหมดหน้าตักแล้ว คนมามากเราจะเลี้ยงไม่ไหว

เมื่อถึงเวลาเราคงหาช่องทางในการสื่อสารบอกกันยากครับ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นความแปรปรวนทางบรรยากาศจะทำลายระบบการสื่อสารแทบทั้งหมด โดยเฉพาะเครื่องมือสื่อสารที่ต้องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งระบบจะถูกทำลายโดยพลังประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ก่อตัวขึ้นในบรรยากาศ ฟ้าจะผ่าสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลาโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งหลายฟ้าจะลงหมด



แค่เสียงดังมากๆนี่จิตก็คงจะตกไปอยู่ที่ตาตุมแล้วครับ จิตที่รับสภาวะนี้ได้ดีต้องฝึกให้จิตไม่สะดุ้งสะเทือนเมื่อมีเสียงดังมากๆจึงจะไม่กระทบจากเหตุการณ์นี้ครับ

สำหรับผู้ที่จะหนีไปทางอีสานหรือทางเหนือ ก็พยายามเลี่ยงริมน้ำโขงไว้นะครับ เมื่อถึงเวลานึงมวลน้ำขนาดใหญ่จะพัดผ่านแม่น้ำโขงด้วยครับ มาทั้งน้ำทั้งโคลนสีแดงๆ อยู่ห่างแม่น้ำโขงไว้สักประมาณ 1 กม. ก็น่าจะดีครับ พุทธสถานที่ผมจะไปอยู่นั้นจะอยู่ห่างจากน้ำโขงประมาณ 1.5 กม. เมื่อน้ำโขงไหลผ่านไปแล้ว ต่อไปริมฝั่งจะมาอยู่ใกล้กับที่ผมอยู่ประมาณ 1 กม.

ผมเองน่าจะหนีจาก กทม.ไปล่วงหน้าก่อนภัยพิบัติมา สัก 1-2 สัปดาห์ ก็คงประมาณหลังสงกรานต์ไปแล้วล่ะครับ หลังสงกรานต์ก็ไม่แน่ว่าจะได้มีเวลามาโพสต์ในนี้อีกหรือไม่ เพราะต้องเตรียมพร้อมหลายๆอย่าง

ในวันเกิดเหตุในเมืองไทยจะมีสิ่งบอกเหตุคือในตอนบ่ายท้องฟ้าจะมืดมิดกลายเป็นกลางคืนจากนั้นภายในไม่กี่ ชม. น้ำก็จะเข้า กทม. ครับ

นั่นคือสัญญาณของ "ฟ้ามืด แผ่นดินเคลื่อน" ครับ

--------------------------------------------------------------------------------
สัญญาณของ "ฟ้ามืด แผ่นดินเคลื่อน"

จากเฟสบุ๊ค 21 เมย.พศ. 2555 (ฤาษีลิงกัง) พระถิร ธัมโม นำข้อมูลจาก อัญญาสิทธิ์ จากสมาชิกเวปพลังจิต


ถึงเวลานั้น ทุกคนจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไม่มากก็น้อย ญาติพี่น้องของพวกเราบางคนก็จะไม่รอด บางส่วนก็จะสูญหาย บางคนก็จะสูญเสียความมั่นใจ ที่จะทำอะไรต่อไปข้างหน้าเพราะอาจจะต้องเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ ก็เตรียมใจกันไว้แต่เนิ่นๆครับ เมื่อเวลามาถึง จิตเราจะได้ปล่อยว่างในสิ่งที่เราสูญเสียไปได้ฯลฯ

ที่จริงในกึ่งพุทธกาลนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอีกวาระนึงทางศาสนา ที่แฝงไว้ด้วยภัยธรรมชาติ ที่จะทำการแบ่งแยกบุคคลที่มีศีลธรรม และบุคคลที่ด้อยศีลธรรม ออกจากกัน วัฏจักรมันเป็นมาอย่างนี้ ทุกกาลศาสนา เป็นช่วงสุดท้ายของการสร้างบารมีในศาสนาพระสมณโคดม และเข้าสู่จุดเริ่มต้นสร้างบารมี ไปสู่ศาสนาของพระศรีอริยเมตรัย ครับ



หลังเหตุภัยพิบัติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาคงจะให้ผมอยู่ทำหน้าที่ต่อไปอีกระยะนึง โดยมีภาระงานทางศาสนาอีกหลายอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า เช่น สร้างเจดีย์ฯ ต่อให้เสร็จ (โดยไม่มีเทคโนยี) ตอนนี้ท่านให้เร่งตอกเสาเข็มของฐานเจดีย์ ให้เสร็จไว้ก่อนภัยพิบัติ ต่อไปอาจจะต้องทำหน้าที่ ชี้แนวทางการยกระดับจิตใจให้กับผู้ที่ประสบกับการสูญเสียที่มาเกี่ยวข้อง ฯลฯ

ท่านบอกว่าเมื่อภัยพิบัติผ่านไป บุคคลที่อยู่รอดกลุ่มหนึ่ง จะมาช่วยกันสร้างเจดีย์ฯเพื่ออุทิศกุศลให้บุคคลที่ล่วงลับไปในภัยพิบัติ โดยผมเป็นผู้เริ่มต้นในการสร้างไปก่อน

วิทยาศาสตร์ ยังไม่ค่อยมีองค์ความรู้ ในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้พื้นโลก มากนัก มีข้อจำกัดอยู่มากครับ

คราวนี้ ใครๆ เขาก็เตรียมรับน้ำจากเขื่อนและแม่น้ำ ปรากฏว่า น้ำจะมาจากคลื่นทะเล เป็นหลัก อันนี้แทบไม่มีทางป้องกันเลยครับ

ที่จริง ผู้ที่ท่านเมตตามาบอกกล่าว เรื่องภัยพิบัติ และเตือนให้เตรียมตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังๆนี่ ไม่ใช่เฉพาะ พระเกจิในประเทศไทย อย่างเช่น ปู่ทวด เท่านั้นแต่ยังมีองค์ต้นธาตุต้นธรรม(องค์อชิตะ) ซึ่งท่านเป็น แสงแห่งธรรม เป็นใหญ่อยู่ในอนันตจักรวาล(เป็นพระพุทธเจ้า ที่เป็นใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าทั้งหมด ที่มีมาจำนวนนับไม่ถ้วน) และพระพุทธเจ้าองค์ปฐมในจักรวาลนี้(พระพุทธเจ้าวิปัสสีหรือปู่ขาว มหาราช) หรือพระพุทธเจ้าสิขีทศพล ที่หลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านกล่าวถึง(ปู่ขาวมหาราช ท่านบอกผมอย่างนั้น) รวมทั้งพระศรีอริยเมตรัย ก็มาเตือนเรื่องภัยพิบัติบ่อย

สำหรับ องค์อชิตะ นี้เป็นคนละองค์กับพระศรีฯนะครับ ชื่อพระศรีฯ ที่มาจุติในยุคพุทธกาล ไปซ้ำกับชื่อของ องค์อชิตะ ผู้ที่สื่อสารกับท่านเหล่านี้ได้ในคณะของผมนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะผมคนเดียว แต่ยังมีพระสงฆ์อีกรูปนึง และฆราวาสอีกคนนึง ก็สามารถรับสื่อจากองค์อชิตะได้ เช่นเดียวกัน และอาจจะมีคนอื่นๆ ที่เขาสามารถสื่อสารกับท่านเหล่านั้นได้อีก แต่อาจจะยังไม่เปิดเผยตัวก็เป็นได้

การที่จะเข้าถึง องค์อชิตะ (ผมเรียกท่านว่าปู่อชิตะ)นั้น ต้องฝึกจิตให้เข้าถึงความว่าง เลยความว่างไป ก็จะเป็นแสงครับ แสงที่สามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณของเราได้นั้นแหละ คือ องค์อชิตะ ครับ ผมเลยไม่รู้จะเรียกแสงนั้นว่าอะไร จึงเรียกท่านว่า "แสงแห่งธรรม" อาจจะเข้าใจยาก สำหรับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงตรงนี้ การสื่อสารกันนั้นเป็นการสื่อสารแบบจิตต่อจิตเท่านั้นครับ

ก็ถือว่าเป็นบุญของเรา ที่ท่านเหล่านั้นมาโปรด จากเหตุที่เราเคยสร้างบุญกุศลในพุทธศาสนามาในพุทธันดรอื่นๆ จนส่งผลมาถึงพุทธันดรนี้ และเหตุจากพุทธันดรนี้ก็จะส่งผลไปถึงการทำหน้าที่ต่อไป ในพุทธันดรหน้าต่อไป ก็เป็นอันว่าจะหมดหน้าที่ในกึ่งกลางศาสนาของพระศรีอริยเมตรัย จึงจะหมดหน้าที่ตามที่ปรารถนามาทำในภัทรกัปป์นี้

ที่จริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ผมกล่าวถึง ท่านบอกผมว่า ท่านก็ต้องการสื่อสารกับนักปฏิบัติทั้งหลาย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของบารมีรองรับ และหน้าที่ที่คนส่วนใหญ่ ไม่ได้สร้างบารมีมารองรับ และไม่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกัน จึงไม่สามารถรองรับญาณบารมีของท่านเหล่านั้นได้ หรือแม้แต่ผู้ที่มีบารมีรองรับเพียงพอ แต่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกัน ท่านก็จะไม่สื่อสารด้วย

ดังนั้น การที่ท่านเหล่านั้นเมตตามาบอกกล่าวเรื่องของภัยพิบัติ ซึ่งสิ่งที่ท่านบอกกล่าวมานั้น ก็ย่อมเป็นสัจจะธรรมเช่นกัน จึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมเองก็รอพิสูจน์สัจจะธรรมอันนี้อยู่เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

อ่าวไทย และจังหวัดที่เสี่ยงที่จะโดนมหาสึนามิถล่ม !!!

คลื่นน้ำสูงมากๆ จะเคลื่อนจากฝั่งอ่าวไทย ข้ามไปทะเลอันดามัน มาพร้อมๆ กันทั้งพายุหมุนและคลื่นขนาดมหึมา ลูกแล้วลูกเล่าครับ ซัดเข้ามาตรงแนวที่เคยคิดกันว่าจะขุดคอคอดกระ แล้วด้ามขวานไทยจะขาดสองท่อน รวมทั้งจะมีคลื่นสูงมากๆขนาดภูเขา ผมประมาณว่า คลื่นขนาดเท่าเกาะภูเก็ต มั้งครับ น้ำและโคลนจากคลื่นยักษ์นั้นคงจะกวาดเอาพื้นที่ข้างเคียงไปด้วยเป็นระยะหลายร้อยกิโลเมตรจากศูนย์กลางของพายุหมุน

ใน กทม. ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเคยทำภาพให้ผมดูนั้น น้ำจะขึ้นสูงประมาณตึก 4 ชั้น ครับ (ระดับน้ำความลึกน่าจะประมาณ 10 เมตรกว่าๆ) คลื่นที่เข้ามาทางฝั่งทะเล ท่านเคยทำภาพให้ดู ก็ขนาดเท่าเกาะใหญ่ๆ ความแรงจากคลื่นซัดนั้น จะแรงและเสียงดังมาก ทำให้อาคาร บ้านเรือนต่างๆ สั่นสะเทือน ขนาดความรู้สึกในความเป็นทิพย์นั้น ความแรงคล้ายๆ จะทำให้หัวใจผมหลุดกระเด็น ออกมาจากตัวเลยครับ

ฤา กรุงเทพฯจะกลายเป็นทะเลในเร็วๆนี้

สิ่งที่จะฝากเตือน ก็คือ ใครจะประสบกับเหตุการณ์รุนแรงขนาดไหนก็แล้วแต่ ขอให้ตั้งสติให้ดี มิฉะนั้นแล้วจะเกิด สติวิปลาสโดยทันที ที่บางคนบอกกันว่าจะคุมสติได้นั้น ผมว่าไม่แน่นักหรอก เพราะในความเป็นจริงมันรุนแรงเหลือเกิน ยังไงก็ขอให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทก็แล้วกัน ผมเองบอกกับตัวเองไว้ว่า จะหนีก่อนใครๆ เพราะว่าถ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ คงจะคุมสติตัวเองได้ยากเช่นกัน เพราะขณะที่นั่งสมาธิ เมื่อมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใกล้ๆ จิตผมยังสะเทือนไหว ก็แสดงว่า ยังใช้การไม่ได้ ที่จะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ของภัยพิบัติ ครั้งนี้ ถ้าหนีไปก่อนจะปลอดภัย ทั้งธาตุขันธ์และจิตวิญญาณของตนเอง
ยังไงก็อย่าลืมเร่งเตรียม "เสบียงบุญ" กันนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อทุกคน ถ้าไม่มีเสบียงบุญนี่ สิ่งต่างๆ ที่เราเตรียมกันเอาไว้ก็ไร้ค่าครับ

ผมล่ะขอพึ่งพระบารมีองค์ต้นธาตุต้นธรรม (องค์อชิตะ) องค์พระวิปัสสี และก็พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ นี้ครับ นี่คือ เสบียงบุญหลักๆ ของผมที่เตรียมมาอย่างยาวนานสิบกว่าปีครับ

ทุกคนเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง???

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(ชี้แจง) เรื่องคำทำนายภัยพิบัติโลกต่างๆ ที่มีในบล็อก  ปกติผมนายปรีดี ยืนยง  (ผู้ลอกเรื่องราว มาเก็บไว้)ไม่ได้เชื่อเรื่องคำทำนายภัยพิบัติโลก   แต่ชอบเก็บคำทำนายต่างๆเอาไว้เป็นหลักฐาน   เพื่อความเพลิดเพลิน   เพื่อพิจรณาความคิดความเชื่อ   และเหตุผลของผู้ทำนาย และคนทั่วไปที่ชอบ

แต่ชอบข้อดีของผู้ที่ชอบทำนาย   ที่มักจะไปในทางเดียวกันคือ จะบอกให้ผู้คนอยู่ในศีลในธรรม และอยู่กับธรรมชาติ รักธรรมชาติ อย่าทำลายธรรมชาติ  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี