แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวดา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวดา แสดงบทความทั้งหมด

เทวดา ๘ องค์

sonteen theory ทฤษฎีส้นตีน 2  
ทฤษฎีส้นตีน เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาเล่นๆตามความคิดเห็นส่วนตัว  เหมาะสำหรับคนบ้าเท่านั้น  คนดีๆไม่ควรอ่าน  หากอ่านไปแล้วก็ไม่ควรคอมเม้นท์ใดๆ จะได้ไม่ผิดใจกันครับ

เทวดา ๘ องค์  ทฤษฎีนี้จะกล่าวถึง ๘ เทวดาเป็นหลัก  เทวดาเน้นว่าเป็นองค์ไม่ใช่รูป มีแกนกลางเขียนไว้ด้วยเลข  ๙  เทวดาคืออะไรก็คล้ายพระเจ้าคืออะไร

เทวดาแนวบุคลาธิษฐาน อันมีหิริโอตตัปป  ความละอายความเกรงกลัวต่อบาป  เป็นคุณธรรมเบื้องต้น ที่ทำให้มีความเจริญทางจิต ทำให้จิตเบาสะอาดได้นั้น ฟังหลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าจะดีกว่าครับ (บุคลาธิษฐาน หมายถึง การเปรียบเทียบให้เป็นบุคคลเพื่อง่ายต่อการอธิบายความ )

เทวดาที่หลวงกล้วยจะกล่าวถึง  เป็นแนวโลกธาตุ แนวธรรมชาติรวมทุกสิ่งทุกอย่างเป็นหลัก
เทว พลังเทว คือสภาวของพลังงานอันประณีตที่ควบคุมมนุษย์  ทั้งในด้านอารมย์ ความคิด และการเสื่อมการเจริญ การประสบโชคดีโชคร้ายต่อวิถืชีวิต เป็นต้น



โหราศาสตร์ คือวิชาว่าด้วยเรื่อง 2 ด้านหรือคู่สำพันธ์ของโลก  เรื่องระดับโลกจะมี 2 ด้านเสมอ เหนือโลก สูงกว่าโลกจึงมีด้านเดียว มาจากคำว่าโหราคือ 2 ด้าน ศาสตร์คือวิชา   จึงหมายถึงวิชาว่าด้วยความสำพันธ์ของพลังงาน 2 ด้าน  ทีแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันสร้างโลก  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั่วไปกับทุกสาขาวิชา

ตัวอย่าง 2 ด้านคู่ตรงข้ามเช่น เลข 1/0 เทวอสูร หยาง/หยิน สว่างมืด ร้อนเย็น ออกเข้า ตัวผู้ตัวเมีย ตัวพระตัวนาง ขึ้นลง ออกเข้า ขั้วบวกขั้วลบ เอลนิญโญลานิญาฯลฯ

ธาตุ ๔
ธาตุ ๔ คือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ 4 ธาตุ เพิ่มคู่ใส่ลักษณะตัวผู้ตัวเมียเข้าไป  จึงได้เป็นธาตุ ๘ ตามศัพท์ "โหรา"มี ๒ ด้าน องค์ไหนเป็นหยางไหนเป็นหยิน พิจรณาจากลักษณะการดำเนินไป เข้าหรือออก  อยู่นอกหรือใน ตามรูป ของเรื่องนี้  

ธาตุ ๘   คือ เทวดา ๘ องค์มาจากธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป ๔   คือธาตุดิน  น้ำ  ลม ไฟ  รวมสี่คู่   เขียนเป็นสัญลักษณ์เลขไทย  ไฟ ๑๗ ดิน ๒๕ ลม ๓๘ น้ำ ๔๖ /(๑ อาทิตย์ ๗ เสาร์)  (๒ จันทร์ ๕ พฤหัสฯ) (๓ อังคาร ๘ ราหู)  (๔ พุธ ๖ ศุกร์ )

ธาตุ ๑๖  คือธาตุ๘ สองด้าน ด้านมืดกับด้านสว่าง เป็นยังไงก็คิดเอาเองครับ

ธาตุ ๔  คือสิ่งที่ไม่ตาย คือสิ่งที่แยกต่อไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นอมต   โลกธาตุคือสิ่งที่ประกอบจากธาตุ
โลก  แปลว่า  สิ่งที่ต้องแตกสลาย คือแตกคืนกลับเป็นธาตุ ๔ หรือคืนธาตุเดิม ธาตุตั้งต้น
โลกธาตุ หมายถึง ธาตุประกอบกันเป็นโลก คติโบราณหมายถึงสิ่งมีชีวิตทั่วไป มี พรหม เทวดา ชาวสวรรค์ มนุษย์ เดรัจฉาน พืชสัตว์นรก เทวอสูรฯลฯ เป็นสิ่งที่ต้องแตกสลายคืนกลับสู่ธาตุเดิม เมื่อครบกำหนดเวลาหรืออาจจะแตกดับก่อนตามเหตุปัจจัย


สว่าง กับ มืด   คือ 2 พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ในทุกภพ ทุกจักรวาล แต่จะกล่าวเฉพาะเรื่องบนโลก
ด้านสว่าง/สุร =   พระอาทิตย์เป็นหัวหน้าทางจักรวาล  สุระ แปลว่า ผู้กล้าคือเทว คือมีแสงสว่าง ระดับมนุษย์คือมีปัญญา มีควมเจริญในธรรม เบาจิต เบาใจ สะอาด สงบ

ด้านมืด/อสุร =  พระราหูคืออสุระ   คือโลกผู้ยิ่งใหญ่  ผู้ทำให้เกิดความมืด ๙ ชั้น เพราะมืดจึงมองเห็นดวงดาวระยิบระยับ ดวงดาวระยิบระยับ คือแสงสีที่ปรุงแต่งโลก  ถ้าไม่มืด ถ้าไม่ลุ่มหลงก็ปรุงแต่งเรื่องราวอันใดไม่ได้ ในทางธรรม คือสุขแบบลุ่มหลงเพลิดเพลิน สุขแบบต้องแบกหาม หนัก

ระดับมนุษย์ สร้างโลกจากความ โลภ โกรธ หลง  อารมย์ หนักจิต แบกภาระ ครุ่นคิดหาโลกทรัพย์  มีอำนาจในการสร้างสรร มายาคติ  นวัตกรรมต่างๆต่างๆ

พระอาทิตย์ เทวดาองค์ที ๑
พระอาทิตย์ เลข ๑ ผู้ยิ่งใหญ่เป็นเจ้าจักรวาล ในทางดาราศาสตร์ แต่ทางโหราศาสตร์มีกำลังแค่ 6 น้อยที่สุดในบรรดาเทวทั้ง ๘  ทำไมบูรพาจารย์จึงได้บัญญัติกำลังไว้น้อย    อาจเป็นเพราะเรื่องการปรุงแต่งโลกพระอาทิตย์ไม่ใช่ตัวการหลักหรือองค์เทพหลัก   พระอาทิตย์มีแสงสีแดงสด แสงสีทอง หรือมี ๗ สี

ระดับจักรวาล ระดับตาเนื้อกายเนื้อสำผัสได้ คือดวงอาทิตย์  ผู้ทำให้เกิดการบองเห็นและสำผัสร้อนเย็น  คือประธานผู้จ่ายแสงสว่าง ความร้อน กระตุ้น ให้พระเคราะห์อื่น ได้ทำงาน  ลมได้พัด น้ำตาน้ำลายได้ไหล เป็นต้น คือกระให้จักรราศี ให้พระเคราะห์ทำงานได้   เป็นประธานหรือผู้เซ็นคำสั่ง

ระดับโลก แยกได้เป็นหลายชั้นซับซ้อน  เพราะโลกมีความซับซ้อนของเครื่องจักรกลชีวิตมากมายสุดจะพรรณา หลายระดับ ตั้งแต่พรหม เทวดาลงมา มนุษย์ถึง นรก

ในวิชาการทำนายทายทัก หมายถึงโรงไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า  แหล่งจ่ายพลังงานจากภายนอกทั่วไป ฯ
มีระดับคุณภาพทางโหราศาตร์ดวงดาวเป็น มหาอุจจ์ เกษตร ราชาโชค ประ นิจฯ


ระดับครอบครัว หมายถึงหัวหน้าครอบครัว ผู้เลี้ยงดูสมาชิก ระดับหน่วยงานหมายถึงหัวหน้าหน่วยงาน

ระดับธาตุ หมายถึงธาตุไฟ  ธาตุไฟคือความร้อนระดับกายสังขาร ๔ กอง  ระดับอารมย์คือความปรารถนาอยากทั้ง ๑๐๘ ประการ  คือหัวหน้า คือผู้มีเกียริ์ตยศ หยามไม่ได้ อยากทางไหนต้องประสมกับเทวาพระเคระห์อื่น

แต่เมือพระอาทิตย์มืด เป็นภาวะอสูรอาทิตย์ หรือถูกทำให้มืด กลายเป็นแสงสว่างที่มืดมัว เป็นเป็นภาวะเกียรติ์ที่เป็นโทษหยิง ทรนง วางตนอวดตน ทิฎฐิดื้อ ยกตนข่มท่าน หรือถูกใสร้ายป้ายสีให้เสื่อมเสียพระเกียรติ์ หรือว่าเป็นใหญ่มีเกียรติ์ ในหมูคนพาล หรือหัวหน้าโจร  หัวหน้าพ่อค้าขายของเถื่อนเป็นต้น

ลองสังเกตุเทวดาองค์ที่ ๑ ในตัวท่านเองว่าเป็นแบบไหหน เป็น เทวดาฝั่งเทพ หรือว่าฝั่งอสูรเทพ

เอาพอเป็นกษัยครับ .. เอาไว้ตอนต่อไป        คลิกกลับไปทฤษฎีส้นตีน 1        ทฤษฏีส้นตีน 3

พระเจ้า เทวดา ชะตามนุษย์

sonteen  theory
พระเจ้า เทวดา ชะตาชีวิตมนุษย์  (1)
พระเจ้า สร้างเทวดา เทวดาสร้างมนุษย์ มนุษย์ก็สร้างอะไรต่อมิอะไรมากมาย   สืบเนื่องกันไปตามสงสารวัฏฏ หากมองแค่เป็นเรื่องรูปก็ตลกดี  หากมองเป็นชั้นพลังงาน ชั้นโลกธาตุ อสีติธาตุฯเหตุผลนั้นย่อมมี มีเต็มเปี่ยม

ทฤษฎีส้นตีน เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาเล่นๆตามความคิดเห็นส่วนตัว  เหมาะสำหรับคนบ้าเท่านั้น  คนดีๆไม่ควรอ่าน  หากอ่านไปแล้วก็ไม่ควรคอมเม้นท์ใดๆ จะได้ไม่ผิดใจกันครับ


มนุสภูมิอยู่ชั้นที่ ๘ นับเข้าไปด้านใน ผ่าน รากษสคนธรรพ์ นักสิทธิ์วิทยาทร รุขเทวดฯ ไม่ได้เรียงตามลำดับ ว่าอะไรมั่ง ที่เป็นภูเขาทั้ง 7 คือสัตตบรรพต ก่อนถึงดินแดนเทวดาและพรหม และหากอารมณ์ตกต่ำลง ก็จะจมลงไปในสีทันดรมหาสมุทรๆที่ลึกที่สุดของจักรวาล ไหลไปยังอีกด้าน ด้านมืด ด้านอสูร มหาบรรพต 3 ยอด

อสูรระดับสายตาคือมืด มองไม่เห็น คือไม่มีสุร คือแสงอาทิตย์ ปัจจุบันคือไม่มีไฟฟ้า ตะเกียง คือมืดมองไมเห็นอะไร นอนดีกว่า อย่าทำการใดๆ

อสูรระดับปรมณู คืออารมย์ทางจิต มืดมิดไปด้วยไฟ 3 กอง ไฟโลภ โกรธ หลง จึงตกไปอยู่ที่ภูเขาตรีกูฏมหาบรรพตหัวหน้าคือจอมอสูร เจ้าแห่งความโลก โกรธ หลง ต้องแบกโลกไว้ทั้งหมด เพราะเป็น ของกู ของกูๆ

มนุษย์ประกอบด้วยเทวดา ๘ องค์  ถูกส่งลงมาเมืองมนุษย์   มาขุดหาธาตุ ๔ อันเป็นทรัพย์สินของพระพรหมที่เตรียมไว้ให้  นำมาปรุงแต่งรูปนาม  และบริวารทั้งหลาย ทั้งอัตตาตนเอง  ครอบครัว สังคม  นิติบุคคล ถึงประเทศ ถึงระดับโลก คือทำอนัตตาให้เป็นอัตตา เป็นตัวละคร ธาตุ ๔ ธาตุ ๘ ธาตุฯลฯ คน 1 คน คนล้านคน คนนับไม่ได้  แต่มาจากแกนเดียว แบ่งภาคเป็นหลายแกน แกนละ๘ องค์ องค์ละ ๒ ภาค จากเอกเป็นอนันต์ จากความจริงเป็นมายา ละครซ้อนซ่อน

เพราะฉะนั้นมนุษย์รูปและบริวารรูปทั้งหลาย  ล้วนเป็นทรัพย์สมบัติของพระพรหมทั้งสิ้น  การกระทำใดๆ ของรูปนามผู้กระทำต่อรูปนามมนุษย์ผู้ถูกกระทำ  ล้วนเป็นผลกระทำต่อพรหม   ที่มีกฏมีเกณท์ซับซ้อน  กฎของรูปนามอันประณีตส่งเสริมหรือหักล้างกันทั้งสิ้น ทางที่ดีเอาตามที่พระภิกษุบอก..คืออย่าทำบาป

ผู้เจริญแล้ว ที่เรียกกันว่าพระคือถึงระดับพระ  ภิกษุก็ดี โต๊ะครู โต๊ะอิหม่ามก็ดี บาทหลวงก็ดี หรืออริยบุคคลก็ดี เมื่อมีปัญญาเข้าถึงสัจจะ    จะกระทำต่อสมบัติพระพรหมด้วยปัญญาเท่านั้น  คือทำการลดความมืดบอด เทศนาสั่งสอนชี้ทางสว่าง แผ่เมตตา ให้องค์เทวดา ที่เชิดสังขารนั้นอยู่ คล้ายกับการเพิ่มโวลท์ เพิ่มกระแส ในรูปแบบอนาล็อค หรือเพิ่ม เลข16 ฐาน คือ 0123456789ABCDEF ที่เหมาะสมเข้าไปทีเทวดาองค์ที่ต้องการแก้ไขได้ เรื่องนี้เอาไว้บอกตอนวิธีแก้ไขดวงชะตา

กำเนิดพระเจ้า  คติหลวงกล้วย  พระเจ้าไม่มีกำเนิด อยู่อย่างนี้  เหนือกาลเวลา พราห์มอินเดียว่ามีองค์เดียว แต่ 3 ภาค พราหมณ์หนองไชยาสุหราก็ว่าแบบเดียวกัน พราหมณ์จริงๆเป็นเช่นไร  ตรงนี้ไม่อยากเขียนมาก เดี๋ยวโดนกระทืบ

กำเนิดเทวดาทั้ง ๘ ถูกสร้างโดยพระศิวะ พระศิวะอาจเกี่ยวพันกับศิวลึงค์  ได้ส่งองค์เทพฯ  สู่ดินแดนมนุษย์ให้พระพรหมมารดาของโลกใส่ลงเบ้า  จ่ายไฟฟ้าและกระแสธาตุ ๔  และค่อยๆ มีมวลมีรูปบังเกิดขึ้นให้ตามองเห็น

เทวดาได้รับพลังจากธาตุ ๔  จึงทำงานได้  ร่วมกันสร้างโลกใหม่  ได้เป็นตัวอ่อนทารก ค่อยๆเติบโต  เติบโต   ครบกำหนดเวลาก็ออกมาโลกภายนอก หมอดูโหราศาสตร์    ก็เอาภาพดวงดาวในจักรวาลท้องฟ้าเวลานั้นสวมทับลงไป  ใช้สำหรับอ้างอิง คำนวณหาการเดินทางผจญภัยขององค์เทพฯต่อไป

ชั้นในก็เสวยอารมณ์ตามกำลังเทวดา ชั้นนอกออกมาเป็นนรลักษณ์รูป ผู้มีปัญญาเห็นแล้วรุ้ว่าเทวดาองค์ไหนเด่น องค์ไหนด้อย ก็รู้ความเป็นไปในแต่ละกาลเวลา ว่าองค์เทวดาจะนำพาสังขารมนุษย์นั้นไปทางไหน   ก็จะหาวิธีแก้ไขดวงชะตาได้ถูก หากขอร้อง หรือจ่ายตังค์  ตรงนี้หมายถึงหมอดูที่เก่งจริง

หมอดูอีกสาย ใช้แบบจันทรคติ ไม่สนใจดวงดาวบนฟ้า  เอาพระเคราะห์บนโลกเป็นคำทำนายสังขาร      หมอดูอีกสายใช้วิธีดูใบหน้าหรือนรลัษณ์ บางสายก็ดูลายมือ มีเยอะหลายรูปแบบ  ฯลฯ ตามแต่ที่ได้คิดค้นวิเคราะห์กันมา เอามาตรวจดูชะตาเพื่อแก้ไข เอาบุญ เอาตังค์ ตามแต่ความต้องการของหมอเอง

หมอดูจะไม่ผูกดวงตอนปฎิสนธิจิตหรือตอนมาเกิด  กับตอนจุติจิตหรือจิตสุดท้ายก่อนสิ้นลมว่ามาจากไหน จะไปไหน ท่านเอาแต่เหตุการณ์ที่จะเป็นไปบนโลกเท่านั้น

ชีวิตสังขารทีเกิดมา  จะดำเนินไปสร้างโลกใหม่ต่อไปเรื่อยๆ  ตามลักษณะเทวดาผู้ควบคุมรูปนาม เป็นโลกชั้นร่างกาย  ชั้นสังคมฯสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำพันธ์กับชั้นในคืออารมณ์เทวดากำเนิด  และจะผ่านสิ่งสนับสนุนและอุปสรรคหักล้าง  ตามเส้นทางวงกลมวัฏฏสงสาร คือกาลเวลาจนกว่าจะหมดอายุขัย

หากเราสังเกตุดีๆ จะมองเห็นพระเจ้า  ภาคพระนารายณ์และพระอิศวร คอยเฝ้าแลดูเทวดา   ค่อยเพิ่มพลังให้เทวดา ตามโชคชะตาหรือกรรมเวรของดวงจิตแต่ละดวง   ดวงไม่ดีกรรมไม่ดี อสูรก็ทุบตาย ก่อนตั้งแต่ไม่ทันได้โต เพื่อส่งสังขารคืนพระพรหมคือธาตุดิน  เพื่อทำใหม่  ตามคิว พระนารายณ์ดูแลระบบไฟ พระอิศวรดูแลระบบลมถึงอากาศธาตุ  รวมให้อุ่น สะอาด หอม มีอ็อกซิเจนไม่ขาด ไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระมะเร็ง แยกดินแดนได้

หน้าที่เทวดาคือทำให้โตให้เจริญ หน้าที่เทวอสูรคือทำให้มีอุปสรรคทำให้เสื่อม  ทำให้คืนกลับสู่พรหม คือกลับสู่ธาตุเดิม ธาตุตั้งต้น มหาภูติรูป ๔ ตามระดับสังขาร ๑ รูป พันรูป ล้านรูป

เรื่องนี้เขียนลงในบล็อกตั้งไว้  และเอาไปลงเฟสบุ๊คด้วย   เผื่อใครไปเจอเรื่องนี้ที่ไหน จะได้รู้ว่าอ่านมาจากหลวงกล้วยก่อนแล้ว

ตอนต่อไป   คลิกไปทฤษฎีส้นตีน 2

เทวดา

ต่อเนื่องจากเรื่องโลกธาตุที่ว่าในจักรวาลหนึ่งมีสวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ชั้น ในตอนนี้จะพาไปดูเรื่องเทวดาที่ท่านผู้รู้เขาเล่ากันมา แต่จากประสบการณ์ชีวิตจริง ผมไม่เคยเจอเทวดาแม้แต่เพียงคร้ังเดียว

ผมเคยฝันว่าเดินขึ้นสวรรค์  สุดลูกหูลูกตา
ทั้งที่อยากเจอมากขนาดก่อนนอนคิดถึงแต่เรื่องเทวดาอย่างเดียว (เคยเจอผี 3-4ครั้ง เจอพระ 2ครั้ง ในอีกโลกหนึ่งในภาวะภวังค์ครึงหลับครึ่งตื่น)หลับแล้วจะฝันสักหน่อยก็ยังไม่ได้

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งฝันว่า ได้เดินทางขึ้น  เมืองสวรรค์ คือคนที่
ไปด้วยกันนะเขาพูดกัน   โดยมีคนเดินทางกันไปมากๆๆเลย เป็นบันไดขึ้นไป       ผมไปกับเมียและลูกขณะนั้นลูกชายผมอายุประมาณ 4 ขวบ   เป็นบันไดสีออกขาวๆกว้างพอสมควร (เหมือนในรูปซ้ายมือเป๊ะ แต่รูปนี้ผมเอาจาก เวปไซด์ใครไม่รู้ ใช้ phooto shop แต่งขึ้นมาใหม่)  โดยที่บันไดค่อยๆทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้ายาวมากๆๆๆ  ลักษณะคล้ายๆคอนกรีต ขาวๆเก่าๆหน่อย ไม่มีต้นไม้หรือหญ้าขึ้นข้างทาง มีแต่เมฆหรือควันขาวๆเดินขึ้นไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ เจอพระหนุ่มรูปหนึ่งรูปร่างผอมสันทัด ไม่ยอมให้ลูกชายผมขึ้นไปด้วย ผมก็ไม่ยอมจะเอาไปให้ได้ พระองค์นั้นก็ไม่ยอมเถียงกันผลักกันไปกันมาตกใจตื่นพ้น เลยไม่รู้ว่าสวรรค์จะเป็นยังไง


สำหรับเรื่องไปเมืองสวรรค์นี้ พ่อผมเคยเเล่าให้ผมฟังเมื่อครั้งผมยังเด็ก    ว่าท่านเคยฝันว่าไปมาจริงๆไปเห็นเจดีย์จุฬามณีมาด้วยท่านบอกว่าสวยงามมากๆ จนติดตาท่านเชื่อของท่านเต็ม 100ว่ามีอยู่จริง ไปดูเรื่องสวรรค์ที่ผู้รู้บอกไว้ คนบอกคนแรกก็ไม่รู้ว่าใคร บอกไว้แต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีบันทึก มีอยู่จริงเท็จประการใดน่าจะเป็นเรื่องอจินไตยจริงๆ : 

เทวดา ๖ ชั้น
ชั้นจาตุมหาราชิกา ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

๑.จาตุมหาราชิกา
นับห่างจากแผ่นดินที่เราอยู่ ขึ้นไปเบื้องบนได้ 46,000 โยชน์ ก็จะถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ตั้งอยู่บนยอดเขายุคันธร ทางทิศใต้เป็นเขาสิเนรุราช มีเมืองสวรรค์สำหรับเทวดาอยู่ 4 เมือง มีกำแพงล้อมรอบ ประดับประดาด้วยแก้ว 7 ประการ บานประตูทำด้วยแก้ว มีปราสาทอยู่เหนือประตูทุกด้าน ภายในเป็นแผ่นดินทองคำ แวววาวงดงาม แก้วที่ประดับพื้นเมือง เหยียบลงไปก็อ่อนนุ่มยุบลงเล็กน้อย แล้วก็เต็มขึ้นมาเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีสระน้ำ ใสยิ่งกว่าแก้ว มีดอกบัว 5 ชนิดบานอยู่ มีกลิ่นหอมมาก มีดอกไม้และต้นไม้ที่งามเลิศ มีผลไม้อร่อยยิ่งนัก ต้นไม้นี้ออกดอก ออกผลตลอดปีไม่รู้วาย


ทิศตะวันออก
เทวดาผู้เป็นใหญ่ เหนือเทวดาทั้งหลาย สถิตอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุราช ทรงนามว่า "ท้าวธตรฐมหาราช" เป็นใหญ่ปกครองเทวดาทั้งหมด ในบริเวณกำแพงจักรวาล

ทางทิศตะวันตก
เทวดาที่เป็นใหญ่ ทรงนามว่า "ท้าววิรูปักษ์มหาราช" ปกครองเหล่าครุฑและนาค รวมทั้งเหล่า เทวดาทั้งหลาย ในบริเวณกำแพงจักรวาล ด้านทิศตะวันตก

ทางทิศใต้
เทวดาผู้เป็นใหญ่ ทรงนามว่า "ท้าววิรุฬหกมหาราช" ปกครองเหล่ายักษ์ ที่ชื่อว่า "กุมภุณฑ์" รวมทั้งเหล่าเทวดาทั้งหมด ในบริเวณกำแพงจักรวาล ด้านทิศใต้

 ทางทิศเหนือ
เทวดาผู้เป็นใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าวไพศรพณ์มหาราช" ปกครองเหล่ายักษ์ รวมทั้งเทวยดาทั้งหมด ในบริเวณกำแพงจักรวาล ด้านทิศเหนือ

เทวดาชั้นนี้มีอายุยืนถึง 500 ปีทิพย์ ถ้าเปรียบเทียบกับมนุษย์เราได้ 9 ล้านปี มนุษย์ผู้ใดทำบุญไว้ดี ก็จะเกิดเป็นเทพยดา มีปราสาทแก้ว เงินทอง และสมบัติทิพย์มากมาย ถ้าเทวดาเกิดในที่ชายผ้าพับ ของเทวดาองค์ใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาว ของเทวดาองค์นั้น ถ้าเทวดาเกิดเหนือที่นอน ก็นับเป็นเมียเทวดา ผู้เป็นเจ้าของวิมาน ถ้าเทวดาเกิดที่เชิงฐานบัลลังก์ ของเทวดา ก็มีฐานะเป็นสาวใช้ของเทวดานั้น ถ้าเทวดาใดทำบุญไว้น้อย ได้ไปเกิดที่ประตูประสาท หรือภายในกำแพงของเทวดาองค์ใด ก็จะมีฐานะเป็นข้ารับใช้ ของเทวดาองค์นั้น

เทวดาเมื่อไปเกิดในแดนสวรรค์นั้น มีร่างกายโตใหญ่ขึ้นทันที อีกครู่หนึ่งต่อมา ก็มีเครื่องประดับสวยงาม มีวัยเป็นหนุ่มเป็นสาวอายุ 16 และคงสภาพเช่นนี้ตลอดไป เทวดาจะมีร่างกายสะอาด บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ภายในกายปราศจากกลิ่นเหม็น แม้เพียงเล็กน้อย เทวดาทั้งหลายรู้จักเนรมิตกาย ให้ใหญ่โตและเล็ก ตามความประสงค์ได้ อาหารของเทวดาคือ อาหารทิพย์ การเจ็บป่วย จะไม่บังเกิดแก่เทวดาเลย มีแต่ความสุขใจตลอดเวลา

๒.ชั้นดาวดึงส์
อยู่เหนือสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นที่อยู่ของพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย ตัวเมืองกว้างขวาง ใหญ่โตมากและด้านยาวถึง 8 ล้านวา มีปราสาทแก้ว ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีประตู 1,000 ประตู ทุกประตูมียอดปราสาท ทำด้วยทองประดับด้วยแก้ว 7 ประการ เวลาเปิดปิดกระตู จะมีเสียงดังไพเราะราวกับดนตรี  กลางนครดาวดึงส์ปราสาทชื่อ "ไพชยนต์ปราสาท" งดงามมากสุดจะพรรณา เป็นที่ประทับของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่


ทางทิศตะวันออก ของนครดาวดึงส์ มีสวนทิพย์ชื่อ "นันทวัน" มีสมบัติทิพย์ และไม้ผลไม้ดอกมากมาย เป็นสถานที่เล่นสนุกสนาน สำหรับเทวดาในชั้นนี้ ด้านทิศใต้ของนครดาวดึงส์ มีสวนอุทยานใหญ่ชื่อ "ผารุสกวัน" ต้นไม้อยู่ในสวนนี้ มีลักษณะอ่อนค้อม ราวกับมีผู้ดัดไว้ ทางทิศตะวันตกของนครดาวดึงส์ มีอุทยานใหญ่อีกแห่งหนึ่ง เป็นที่เล่นสนุกสนานถูกใจเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า "จิตรลดา" ต้นไม้และเถาวัลย์ในสวนนี้ สวยงามราวกับมีผู้แต่งประดับไว้ ทางทิศเหนือของนครดาวดึงส์ มีอุทยานใหญ่ชื่อ "มิสสกวัน"

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของนครดาวดึงส์ มีสวนใหญ่ชื่อ "มหาพน" เป็นสวนสนุกเพลิดเพลิน กำแพงล้อมรอบเป็นทองคำ มีปราสาทแก้วอยู่เหนือประตูทุกแห่ง ปราสาททองคำ 1,000 หลัง
ประดับด้วยแก้ว 7 ประการ มีสระแก้วงดงามมาก ใต้พื้นสระมีแท่นแก้ว อยู่ในรถไพชยนต์ แท่นแก้วมีกลดแก้วกางอยู่ กว้างหนึ่งโยชน์ หัวรถไพชยนต์มีม้าแก้ว 2,000 ตัว มีสร้อยมุกดาห้อยประดับ พร้อมทั้งมาลัยดอกไม้ทิพย์ แล้วแก้วทองห้อยประดับอยู่มากมาย อีกทั้งมีสระไบแก้ว และกระพรวนทอง มีรัศมีงดงาม เวลาลมพัดจะได้ยินเสียงดังก้อง ราวเสียงพิณพาทย์



คลิปโลกธาตุน่าดู ทำได้สวยงามดีครับ


ที่เขาพระสุเมรุนั้น มีช้างตัวหนึ่งชื่อ "ไอยราพต" ช้างตัวนี้ไม่ใช่สัตว์เดรัจาฉาน เพราะในเมืองสวรรค์ ไม่มีสัตว์เดรัจฉานอยู่เลย มีเทวดาองค์หนึ่งชื่อ "เอราวัณเทวบุตร" ยามเมื่อพระอินทร์เสด็จไปเล่นที่ใดก็ตาม เอราวัณเทวบุตรก็จะเนรมิตรตัว เป็นช้างเผือกเชือกใหญ่สูง หนึ่งล้านสองแสนวา มีเศียร 33 เศียร มีเศียรเล็กๆ อีก 2 เศียร ใหญ่ที่สุดตรงกลางชื่อ "สุทัศน์" เป็นที่ประทับของพระอินทร์ มีปราสาทตั้งอยู่ตรงกลาง มีพรวนทองคำห้อยประดับกวัดแกว่งไปมา เศียรข้างทั้ง 33 เศียรนั้น แต่ละเศียรมีงา 7 งา งาแต่ละอันมีสระ 7 สระ แต่ละสระมีกอบัว 7 กอ บัวแต่ละกอมี 7 ดอก ดอกบัวแต่ละดอกมี 7 กลีบ แต่ละกลีบมีนางฟ้ายืนรำ 7 คน นางฟ้าแต่ละคนมีสาวใช้ 7 นาง เมื่อใดที่พระอินทร์เสด็จประทับเหนือแท่นแก้ว ในหัวช้างเอราวัณนั้น มเหสีทั้ง 4 องค์ของพระอินทร์ ต้องเสด็จตามไปเฝ้าอยู่เสมอ ได้แก่ นางสุธัมมา นางสุชาดา นางสุนันทา และนางสุจิตรา นอกจากนี้ ยังมีนางฟ้าที่เป็นมเหสีอีก 92 องค์ และมีเทพธิดาที่บรรเลงดนตรี ถวายพระอินทร์อีกมากมาย เสียงดนตรีที่ปรากฏบนสวรรค์ ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งนัก และมีความมหัศจรรย์มาก เครื่องดนตรีทุกชนิด ไม่ว่าพิณ กลอง สังข์ บัณเฑาะว์ ปี่ สามารถดังขึ้นมาเองได้ หากมีผู้บรรเลงดนตรีชนิดใดขึ้นมา เครื่องดนตรีชนิดเดียวกันนั้น อีกหกหมื่นชิ้นก็จะบรรเลงได้เอง

ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของนครดาวดึงส์นี้ มีพระเจดีย์องค์หนึ่งชื่อ "พระจุฬามณีเจดีย์" รุ่งเรืองงามประดับด้วยแก้วอินทนิล ตั้งแต่กลางยอดเจดีย์ ไปจนถึงยอดเป็นทอง ประดับด้วยแก้ว 7 ประการ สูง 80,000 วา มีกำแพงล้อมรอบ มีธงปฎากและธงชัย เทวดาทั้งหลาย ก็ถือเครื่องดีดสีตีเป่าต่างๆ มาบรรเลงบูชาถวายพระเจดีย์ทุกวัน มิได้ขาด พระอินทร์เสด็จไปนมัสการพระเจดีย์ พร้อมด้วยหมู่เทพยดา และนางฟ้าทั้งหลาย ทรงนำข้างตอกดอกไม้ ธูปเทียน ของหอมและชวาลาทั้งหลาย ถวายแก่องค์พระเจดีย์มิได้ขาด


นอกเมืองดาวดึงส์นี้ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุทยานชื่อ "บุณฑริกวัน" มีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีปราสาทแก้วอยู่เหนือประตูทุกๆ ประตู มีต้นทองหลางใหญ่ชื่อ "ปาริชาติ กัลปพฤกษ์" ใต้ต้นไม้นี้มีแท่นศิลาแก้วสีแดงเข้ม อ่อนนุ่มราวกันฟูกและหมอน ใกล้ต้นปาริชาตินั้น มีศาลาใหญ่ชื่อ "สุธรรมาเทวสภาคยศาลา" งามยิ่งกว่าศาลาอื่นๆ พื้นศาลาเป็นแก้ว 7 ประการ มีกำแพงล้อมรอบ มีดอกไม้ชนิดหนึ่งชื่อ "อาสาพตี" มีกลิ่นหอมมาก ดอกไม้นี้บานช้ามาก เวลา 1 พันปีจึงจะบาน เมื่อดอกบานทั่วทุกกิ่งก้านแล้ว จะมีแสงรุ่งเรืองมาก ที่ศาลานั้นมีราชอาสน์ทิพย์ของพระอินทร์ อีกทั้งที่นั่งของเทวดาทั้ง 32 องค์ ที่เคยได้กระทำบุญร่วมกับพระอินทร์ ในปางก่อน และยังมีที่นั่งของเทวดาทั้งหลาย เรียงกันตามลำดับ

พระอินทร์เสด็จไปในสุธรรมาเทวสภาคยศาลา เพื่อให้เทวดาทั้งหลาย มาชุมนุนกันในที่นั้น เมื่อใดเทวดาทั้งหลาย ต้องการจะฟังธรรม ก็จะมีพรหมองค์หนึ่งชื่อ "สนังกุมาร" ลงมาจากพรหมโลก เนรมิตตนเป็นคนธรรพ์ชื่อ "ปัญจสิงขร" ปัญจสิงขรคนธรรพ์ จะขึ้นนั่งเหนือธรรมาสน์เพื่อเทศนาธรรม หากว่าพรหมสนังกุมาร ไม่มาเทศนาธรรมให้เทวดาทั้งหลายฟัง บางครั้งเทวดาในสวรรค์ ที่เป็นผู้รู้ธรรมก็จะ
ได้รับเชิญ ให้ขึ้นเทศนาธรรมในที่นั้น ในบางครั้งพระอินทร์ ก็ทรงขึ้นธรรมาสน์เทศนาธรรมเอง เมื่อใดพระอินทร์ทรงเทศนาธรรม ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ก็จะพาบริวารไปเฝ้าทั้ง 4 ทิศ และหมู่คนธรรพ์ ก็จะนำเครื่องดนตีทั้งหลาย มาบรรเลงร่ายรำกัน อยู่ที่ปลายเขากำแพงจจักรวาลทั้ง 4 ด้าน

ยังมีปราสาทแก้ว ปราสาททองอีกมากมาย อันเป็นวิมานของเทวดาทั้งหลาย อยู่ในอากาศสูงเทียมเท่าเขาพระสุเมรุ เทวดาทั้งหลายนี้มีอายุยืนถึง 1,000 ปีทิพย์ หรือ 36 ล้านปี ในเมืองมนุษย์ สมบัติและยศศักดิ์ทั้งหลายของพระอินทร์ และเหล่าเทวดาที่ได้มานั้น เพราะได้กระทำบุญกุศลธรรมมาแต่ก่อน ผู้ใดปรารถนาจะได้ไปเกิดในเมืองสวรรค์ อย่าได้ประมาทลืมตน ควรเร่งขวนขวายทำบุญกุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ดูแลบิดามารดา ผู้เฒ่าผู้แก่ ครูอาจารย์ และสมณพราหม์ผู้ทรงศีล ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนี้


๓.ชั้นยามา
นับจากดาวดึงส์สวรรค์ขึ้นไป 84,000 โยชน์ ก็จะถึงสวรรค์ชั้นยามา เทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้ จะมีปราสาทแก้ว ปราสาททองเป็นวิมาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีสวนอุทยานแก้ว และมีสระโบกขรณี เทวดาทั้งหลาย ที่หน้าตารุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก กายสูง 8,000 วา "พระสุยามเทวราช" เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นนี้ ในชั้นฟ้านี้ไม่มีแสงอาทิตย์เลย เพราะอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์มากนัก เทวดาทั้งหลายมองเห็นได้ด้วย แสงรัศมีจากแก้วทั้งหลาย และรัศมีจากตัวเทวดานั่นเอง ส่วนจะรู้เช้าหรือค่ำได้ ก็อาศัยดูจากดอกไม้ทิพย์ ถ้าเห็นดอกไม้ทิพย์บาน จึงรู้ว่ารุ่งเช้า ถ้าเห็นดอกไม้นั่นหุบ จึงรู้ว่าเป็นยามกลางคืน อายุเทวดาในชั้นนี้ยืนถึง 2,000 ปีทิพย์ หรือ หนึ่งร้อยสี่สิบสี่ล้านปี ในเมืองมนุษย์

๔.ชั้นดุสิต
นับจากสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไปอีก 18,000 โยชน์ จึงจะถึงสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นนี้มีวิมานเป็นปราสาทแก้ว และปราสาททอง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง ความสูง  ความงาม มีมากกว่าปราสาทของเทวดาทั้งหลาย ในสวรรค์ชั้นยามาทั้งสิ้น มีสระและสวนเช่นในสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย เทวดาผู้เป็นใหญ่ชั้นนี้คือ "พระสันตุสิตเทพยราช" เทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ รู้บุญรู้ธรรม แม้แต่พระโพธิสัตว์ ผู้สร้างสมบารมี ก่อนจะเสด็จลงมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นนี้บนสวรรค์ชั้นนี้มีเทพเจ้าสำคัญๆ ได้แก่ สิริมหามายาเทพเจ้า ก็คือพระนางสิริมหามายา ซึ่งเป็นพุทธมารดา เมื่อประสูติพระพุทธเจ้าได้ 7 วันก็สวรรคต


แล้วมาเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ทรมาน เดียรถีย์นิครนถ์เสร็จแล้ว ได้รำลึกถึงพระมารดาจึงได้เสด็จขึ้นมาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ประทับเหนือแท่นบัณฑุกัมพลใต้ต้นปาริชาติ ฝ่ายพระอินทร์พอทราบข่าวก็ได้ป่าวประกาศให้เทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ทอดพระเนตรเทวดาเหล่านั้นแล้วไม่เห็นพระชนนีก็ได้ตรัสถามพระอินทร์ พระอินทร์จึงทรงทราบว่าพระพุทธองค์คงมีพระประสงค์จะเทศนาโปรดพุทธมารดาให้บรรลุพระอริมรรคอริยผล จึงเสด็จไปทูลเชิญสิริมหามายาเทพบุตรลงมายังดาวดึงส์ พระพุทธองค์ได้เทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมทั้งเจ็ดพระคัมภีร์ เสร็จแล้วสิริมหามายาเทพบุตรก็ได้สำเร็จพระโสดาบัตติผล)พระโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้เป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ที่รอคอยโอกาสที่จะเสด็จลงมาบนโลก

พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันก็เคยประทับอยู่ก่อนที่จะมาจุติลงบนโลกมนุษย์ เมื่อทรงประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตพระองค์นามว่า พระเสตุเกตุเทพบุตรและได้จุติบนโลกเมื่อเหล่าเทวดาไปทูลอาราธนา พระศรีอาริยเมตไตรย พระโพธิสัตว์องค์สุดท้ายในภัทรกัป ขณะนี้ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตรอเวลาที่จะจุติมาบนโลก เพื่อจะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคำทำนายว่าจะมาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีพระนามว่า อชิต (ผู้ที่ไม่พ่ายแพ้ )

ขณะนี้พระศรีอาริยเมตไตรย ผู้จะเสด็จลงมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในภัทรกัป ก็สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้ และเทศนาธรรมให้เทวดาทั้งหลายฟัง อยู่ทุกเมื่อมิได้ขาด อายุของเทวดาในชั้นนี้ มีอายุยืนถึง 4,000 ปีทิพย์ หรือ ห้าร้อยเจ็ดสิบหกล้านปี ในเมืองมนุษย์


๕.ชั้นนิมานรดี
นับจากสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป 336,000 โยชน์ ก็ถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ซึ่งมีปราสาทแก้วปราสาททอง มีกำแพงแก้ว กำแพงทอง มีแผ่นดินเป็นทองราบเรียบ และมีสระน้ำสวนแก้ว เหมือนสวรรค์ชั้นดุสิตทุกประการ แต่งามขึ้นไปอีก นิมมานรดีภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นที่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าที่มีความยินดีด้วยกามคุณที่ตนเองนิรมิตขึ้น สวรรค์ชั้นนี้มีสมเด็จพระนิมมิตเทวราชเป็นผู้ปกครอง บนสวรรค์ชั้นนี้มีปราสาท มีสระ และสำราญทั้งหลายของเทวดา ประณีตงดงามเท่าสวรรค์ชั้นดุสิต เทวดาในสวรรค์ชั้นนี้ถ้ามีปรารถนาที่จะได้สิ่งใดก็สามารถที่จะนิรมิตเองได้ทุกสิ่ง เทวดาชั้นนี้มีอายุยืนได้ 8,000 ปีทิพย์ หรือ สองพันสามร้อยสี่ล้านปี ในเมืองมนุษย์


๖.ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
หนือขึ้นไปจากสวรรค์ ชั้นนิมมานรดี 672,000 โยชน์ ก็จะถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สวรรค์ชั้นนี้ประเสริฐด้วยสุขสมบัติ มากยิ่งไปกว่าสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว หากว่าปรารถนาจะได้ สรรพทิพย์อาหารใดๆ ก็จะมีเทวดาองค์อื่นๆ มาเนรมิตให้ดั่งใจปรารถนา เทวดาในชั้นนี้สูงถึง 64,000 วา เทพยดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นนี้ชื่อว่า "พระปรนิมมิตวสวัตตีเทวราช" เป็นใหญ่เหนือเทวดาทั้งหลายฝ่ายหนึ่ง และ "พระยามาราธิราช" เป็นใหญ่ในหมู่มารทั้งหลายฝ่ายหนึ่ง ในชั้นนี้จึงมีผู้เป็นใหญ่ 2 องค์ ไม่เคยไปหากันเลย สวรรค์ทุกชั้นมีอาณาเขต จดขอบแดนจักรวาล อายุของเทวดา ในสวรรค์ชั้นนี้ยืนได้ 16,000 ปีทิพย์ หรือ แปดพันสองร้อยสิบหกล้านปี ในเมืองมนุษย์

เทวดาทั้งหลายจะสิ้นอายุ จากเมืองฟ้านั้นเป็นไปได้ 4 ประการ คือ

1. อายุขยะ สิ้นชีวิตตามอายุในสวรรค์ชั้นนั้น
2. บุญญขยะ สิ้นชีวิตก่อนถึงกำหนดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น
3. อาหารขยะ สิ้นชีวิตเพราะสนุกจนลืมกินอาหาร
4. โกรธขยะ สิ้นชีวิตเพราะความโกรธ เมื่อเทพยดาโกรธ หัวใจจะกลายเป็นไฟไหม้ตนเอง

เทวดาทั้งหลาย แม้ว่าเสวยอาหารแล้ว ก็จะไม่มีลามกอาจม เหมือนที่มนุษย์เรามีเลย เมื่อเวลาที่เทวดาจุติจากสวรรค์นั้น ร่างกายก็จะหายไปเลย ถ้าเทวดาผู้มีบุญนั้น ก่อนจะจุติ 7 วัน จะเห็นนิมิต 5 ประการ คือ

1. เห็นดอกไม้ในวิมานของตนเหี่ยว และไม่หอม
2. ผ้าที่ทรงดูหม่นหมอง
3. อยู่ไม่เป็นสุข มีเหงื่อไคลออกจากรักแร้
4. อาสนะร้อนและแข็งกระด้าง
5. กายของเทพยดานั้นเหี่ยวแห้ง เศร้าหมอง ไม่มีรัศมี

แม้ว่าเทวดาทั้งหลาย จะมีความสุขสมบัติปานใดก็ดี ก็ยังหมดสิ้นจากความสุข และสมบัติต่างๆ ลงได้ ฉะนั้นมนุษย์เราทั้งหลาย จะยึดมั่นในสมบัติ หรืออายุของตนได้อย่างไร เหตุฉะนี้พระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายก็ดี จึงไม่ปรารถนาในสุขสมบัติ ในสังสารวัฏนี้ ท่านจึงเสด็จเข้าสู่นิพพานสมบัติ เพราะเหตุนี้เอง การจะเกิดมาได้สุขสมบัติ ในเทวโลกก็ดี มนุษย์โลกก็ดี ก็เพราะได้กระทำบุญมาก่อน รวมทั้งเหตุ 3 ประการ คือ อโลโภเหตุ (ไม่โลภอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่น) อโทโสเหตุ
 (ไม่โกรธแค้นกล่าวโทษ หรือริษยาผู้อื่น) อโมโหเหตุ (ไม่หลง ไม่กระทำบาป ทำแต่บุญ) เหตุทั้ง 3 ประการนี้จะทำให้มียศศักดิ์ และสุขสมบัติ ได้กล่าวสวรรค์ในฉกามาพจรภูมิ โดยสังเขปแต่เพียงเท่านี้

                                              ตำนานเมืองสวรรค์วัดเขาไกรลาส

เทวอสูรสงคราม

เทวอสูรสงคราม ๒

พินิจฯ  ๑

จะเห็นว่าแรกเริ่มตำนาน    เทวดาที่มาใหม่นั้นผิดชัดๆ ผิดแบบไม่น่าให้อภัยคือเลวมาก   เจ้าของบ้านอุตสาห์เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีแล้วยังเนรคุณ ถีบเจ้าของบ้านจนตกเรือน แล้วยึดบ้านเฉยเลยเป็นใครๆก็แค้น แค้นที่ต้องชำระ

แต่นี่เป็นเพียงการผูกเรื่องของนักปราชญ์    ว่าความแค้น    ความพยาบาทเกิดขึ้นได้เพราะเหตุนี้ เรื่องหนึงแหละ   และให้อารมย์นี้เป็นอารมย์ร้าย เรียกว่าอสูร  อารมย์โกรธ แค้น พยาบาท

เทวดานั้นก็รู้ว่าผิด แต่ก็ได้ฝึกตนเองต่อ ไม่ให้โกรธไม่ให้แค้น    มีแต่จิตเมตตาฯ สูงๆขึ้นไปๆ จนถึงชั้นพรหมเบื้องบน  นี่คืออารมย์ดีๆอีกด้านนึงที่ตรงข้าม 

ส่วนเรื่องรูปเรื่องภพ   รูปนามจริงๆนั้นเป็นยังไงก็ให้ท่านผู้ฝึกถึงฌานได้แล้วเล่าดีกว่า      ตรงนี้แค่คิดแค่บอกให้รู้ว่าเหตุมันเป็นเช่นนี้ จึงได้มีเป็นเทวดา ๒ พวกคือ สุระกับอสุระ




ส่วนที่ท่านอื่นๆเขียนไว้ในอดีต     ฝั่งตะวันตสรุปจากเรื่องเทวอสูรสงครามในบทที่ ๑   แนวคิดเรื่องเทวาสุรสงคราม จากอดีตตำนาน     เค้าโครงเรื่องจะมีรากฐานที่มาจากการต่อสู้กันระหว่างชนพื้นเมือง (ทราวิท / อสูร) กับพวกอารยันที่อพยพเข้ามาใหม่   (เนวาสิกเทวบุตร กับมฆะมาณพจุติ)  คือพวกพระพระอินทร์ เดิมทีน่าจะเป็นวีรบุรุษนักรบของชาวอารยัน   ต่อมาได้รับการยกย่องนับถือจนกลายเป็นเทพเจ้าไปในที่สุด

ส่วนพวกอสูรน่าจะเป็นตัวแทนของชนพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในถิ่นของตนมาก่อน และเป็นผู้พ่ายแพ้สงครามแล้วถูกเหยียดหยามให้เป็นพวกที่ไม่กล้าหรือขี้ขลาด (อสูร แปลว่าผู้ไม่กล้า) หรือเทพเจ้าฝ่ายชั่ว เป็นไปได้ว่า เมื่อเริ่มเรื่องการสู้รบกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์แล้ว ก็ได้รับการเล่าขานเป็นตำนานจนมีการปรุงแต่งให้กลายเป็นการรบกันระหว่างเทพฝ่ายดีกับเทพฝ่ายชั่ว  ดีชั่วก็แล้วแต่ใครอยู่ข้างไหน ข้างนั้นก็เป็นฝ่ายดี ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นฝ่ายชั่ว 

* เรื่องนี้คนเขียนน่าจะหรือต้องเป็นคนฝั่งอารยัน  เพราะว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายดีฝ่ายถูก  อสูรนั้นไม่ดีจึงต้องเป็นฝั่งตรงข้าม

พินิจ ฯ ๒
แนวคิดความเชื่อเรื่องสงครามระหว่างเทพ กับอสูร ในสมัยก่อนพุทธกาล หากสืบย้อนกลับไป นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พวกอารยันและอิหร่านเป็นพวกเดียวกันและอพยพมาพร้อมกัน โดยที่พวกหนึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย อีกพวกหนึ่งแยกไปทางอิหร่าน จะเห็นได้จากภาษาของทั้งสองพวกซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก เช่นคำว่า “อารยะ” หรือ “อารยัน” ที่พวกตั้งถิ่นฐานในอินเดียใช้เรียกตัวเอง กับคำว่า “อิหร่าน” ที่พวกเปอร์เซียโบราณเรียกตนเองก็เป็นคำมาจากรากศัพท์เดียวกัน

วรรณคดีโบราณของอิหร่านคือคัมภีร์อเวสตะ กับคัมภีร์คฤเวทของอินเดียมีความเกี่ยวข้องกันใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาของทั้ง 2 คัมภีร์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน      ภาษาในคัมภีร์อเวสตะรูปที่เก่าที่สุดกับภาษาในคัมภีร์ฤคเวท        ทั้งในด้านรูปศัพท์และการสร้างประโยค   ชี้ให้เห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด   ศัพท์จำนวนมากที่ใช้ในคัมภีร์ทั้งสองเป็นศัพท์ที่มาจากรากเดียวกัน   แต่การนับถือเทพเจ้าของชน 2 พวกนี้เป็นไปคนละแนว           คือชาวอารยันสายอิหร่าน จะนับถืออสุระ เป็นเทพเจ้าฝ่ายดี      เทวะ เป็นเทพเจ้าฝ่ายชั่ว      ส่วนพวกที่อพยพเข้ามาอินเดีย ถือว่า เทวะเป็นฝ่ายดี อสระ หรืออหุระ ซึ่งเป็นฝ่ายชั่ว   ฉะนั้นสงครามที่เกิดขึ้นบางทีอาจจะเกิดจากเผ่าอารยันสองพวกเองที่แย่งพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ก็ได้

พินิจฯ ๓

และยังมีบางส่วนจากตำนาน ของเผ่าอารยันกล่าวถึงพระอินทร์ว่าเป็นนจอมเทพฯฝ่ายเทวดาพระองค์ทรงเป็นเทพผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธ  ผู้พิชิตอมนุษย์แห่งความแห้งแล้งหรือความมืด    ปลดปล่อยสายน้ำให้เป็นอิสระ    และให้แสงสว่างแก่ฟ้าและดิน ทรงผู้ประทานฝนแก่ชาวอารยัน  เทวดาจึงหมายถึงผู้ทำให้ฝนตกด้วย หมายถึงพลังงานส่วนที่ทำให้เกิดฝนด้วย



และเคยอ่านตำนานการแห่นางแมวขอฝนทางภาคอิสานอ้างถึงว่า มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า น้ำฝนนั้นเป็นน้ำของเทวดา ดังมีศัพท์บาลีว่า เทโว ซึ่งแปลว่า น้ำฝน เป็นเอกลักษณ์ของความดี ความบริสุทธิ์ ที่จะมาชำระสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อย่าง หมอกควัน  ละอองเขม่าน้ำมัน และสิ่งต่างๆที่ห่อหุ้มโลกทำให้เป็นภัยแก่มนุษย์ และผู้ที่จะล้างอากาศได้ทำให้ละอองพิษพวกนั้นตกลงดิน 
ทำให้อากาศสะอาดคือ "เทโว" หรือ "ฝน" นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากเมื่อฝนหยุดตกใหม่ๆ อากาศจะสดชื่น ระงมไปด้วยเสียงของกบ เขียด อันเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ของการเกิด

แม้แต่ทางภาคใต้เองเมือ่สมัยที่ผม (มหาปลี ) ยังเด็กมากๆก็ยังเคยได้เห็นพิธีกรรม ที่เรียกว่าขอฝนเทียมดาที่ อำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งนั้นจะเป็นพิธีการที่มีการปลูกปะรำพิธีบวงสรวงตรงข้างทางตรงมุมถนนทุกครั้ง  ทำด้วยใบมะพร้าวหรือใบตาลหรือใบอะไรมั่งไม่รู้เลือนลางเต็มทีจะเป็นโรงพิธีเตี้ยๆ แต่สรุปได้ว่าเป็นบทสวดประเภทหนึ่งเพื่ออ้อนวอนขอฝนจากเทวดา (ภายหลังจึงมีผู้บอกว่าคำว่า "เทียมดา"นั้นก็คือเทวดา แต่เป็นภาษาใต้โบราณ


แล้วเทวดาจริงๆมีไหม ใครเคยเจอบ้าง   เทวดาคืออะไรยังงงๆ     ที่เห็นตามผนังโบสถ์นั่นนะหรือ ?  ผมเองก็ไม่เคยเจอฟังแต่ผู้ใหญ่ที่นับถือเล่าให้ฟัง  อาจจะอารมย์ไม่ละเอียดพอเพราะไม่เคยได้ฌานสมาบัติ ในแวดวงศาสนา ต้องอ่านเรื่องเล่าจากพระราชพรมญาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านจะเล่าเรื่องเทวดาไว้เยอะสนุกดีลองไปหาอ่านดูจากเวปไซด์วัดท่าซุงครับ หลวงพ่อจรัล วัดอำพวาก็เคยเล่า หลวงพ่อฯหลายท่านก็เคยเล่าให้ฟัง พี่ชายตัวเองก็เคยเล่าให้ฟัง  และตามคำภีร์ต่างๆก็มีกล่าวถึงเทวดาไว้เช่น

ในพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่ามาจากพระวจนะหรือคำพูดของพระเจ้านั้น มีการกล่าวถึงเทวดามากมาย อยู่ในฐานะ “ทูตสวรรค์” หรือ “นักบุญ” ซึ่งมีทั้งในเพศชายและและเพศหญิง

ในศาสนาฮินดูนั้นคำภีร์ฤคเวท ได้กล่าวถึงเรื่องราวของปวงเทพเทวาหรือเทวดานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีการกล่าวถึงอำนาจและอิทธิฤทธิ์ไว้มากมาย เพราะเป็นศาสนาพหุเทวนิยม ในศาสนาโวโรอัสก็ก็มีคำคำภีร์คัมภีร์อเวสตะ  กล่าวเรื่องเทวะไว้คล้ายๆกัน

ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนาพุทธนั้น ได้อธิบายถึงภพภูมิของเทวดาตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นเชื่อว่ามีอยู่ 7 ชั้นคือ

ชั้น ๑. เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ๒. ดาวดึงส์ ๓. ยามา  ๔.ดุสิต  ๕. นิมมานรดี ๖.ปรินิมมิตวสวัตตี ซึ่งจะไม่กล่าวถึงที่นี่ ดูเรื่องเทวดาที่นี่  

ขยายความ

คัมภีร์อเวสตะ
คัมภีร์อเวสตะ เกิดก่อนพุทธกาลประมาณ ๔๐๐-๑๐๐๐ ปี มีโซโรอัสเตอร์เป็นศาสดา เป็นคัมภีร์สำคัญในศาสนาโซโรอัส ที่เกิดขึ้นที่ประเทศอิหร่านยุคก่อนที่อิหร่านจะหันไปนับถือศาสนาอิสลาม หรือรู้จักกันในนามของลัทธิบูชาไฟ มีความเชื่อแบบทวินิยม  สอนเรื่องการต่อสู้กันระหว่างพระเจ้าแห่งความดีกับพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย ซึ่งในที่สุดพระเจ้าฝ่ายดีเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้นี้มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกว่าจะเลือกเอาข้างฝ่ายใด

คำภีร์ฤคเวท
ในสมัยก่อนเมื่อหลายปีนานมาแล้ว  ผมอ่านหนังสือของพระสงฆ์ท่านหนึ่งของไทย ที่หลายคนรู้จักดี  คืออาจารย์พระพุทธาสฯ  งานเขียนของท่านมีเยอะมากและมีอ้างอิงจากหลายแหล่ง  หนึ่งในนั้นคือคำภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์   การไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์เมื่อ 20 ปีมาแแล้วยากมากครับ (พศ.2532 ) ไม่เหมือนสมัยนี้เข้ากูเกิ้ลแล้วพิมม์ก็โอเคได้ังใจหวังครับ      ฤคเวท เป็นคัมภีร์เล่มแรกในวรรณคดีพระเวท   แต่งขึ้นเมื่อราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล   เป็นตำราทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก    ประกอบไปด้วยบทสวดที่วางท่วงทำนองในการสวดไว้อย่างตายตัว   กล่าวถึงบทสรรเสริญคุณ   อำนาจแห่งเทวะ   และประวัติการสร้างโลกรวมถึงหน้าที่ของพระพรหมผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง  ซึ่งจะใช้ในพิธีการบรวงสรวงเทพเจ้าต่างๆ  ของชาวอารยัน ตามประเพณีของฮินดูแล้ว 

การแบ่งหมวดหมู่ของคัมภีร์พระเวทนี้ วยาส ( ผู้แต่งมหากาพย์ มหาภารตะ ) เป็นผู้ทำขึ้นโดยรับคำสั่งจากพระพรหมณ์ การจัดรวบรวมบทสวด
ในคัมภีร์ฤคเวทนี้ เรียกว่า ฤคเวทสังหิตา มีบทสวดทั้งหมด 1,028 บท เป็นหนึ่งในคัมภีร์ทั้งสี่ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเรียกรวมกันว่า "พระเวท" และนับเป็นบทสวดที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ 

ในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ชาวอารยันนับล้านคนนับถือคัมภีร์พระเวทว่าเป็นงานของพระเจ้า     และนับถือว่าเป็นทิพยวิชาที่ฤษียุคโบราณได้ค้นพบ   ฤษีผู้ค้นพบความรู้เหล่านั้น   เรียกว่า ฤษีแห่งพระเวท คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยวิชาการทุกประเภทของฮินดู  เช่น แนวคิดทางศาสนา   แนวคิดทางสังคมและแนวคิดทางปรัชญา เป็นต้น วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์พระเวท การศึกษาวัฒนธรรมอินเดียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพระเวท 


อ้างอิง :
บางส่วนจากคำภีร์อเวสตะ     บางส่วนจากคำภีร์ฤคเวท    สยามคเณศดอทคอม
           
                                                                       เทวอสูรสงคราม ๓ ( ปรัชญา)