แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวอสูรสงคราม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวอสูรสงคราม แสดงบทความทั้งหมด

พลังเทว

เทวดาคืออะไรกันแน่ ในมุมมองของผมเอง มองทั้งรูปนามอันเป็นทิพย์ตามเรื่องตามตำนาน   มองทั้งเรื่องพลังงานระดับปรมณูที่อยู่ในรูป คน สัตว์ พืช  ในณุปแบบเทวดา ๘ องค์ ที่เติมความมืดความส่วาง ความดีความชั่วเข้าไปทั้ง 2 ด้าน  ด้านสว่างคือสุรเทวดา ด้านมือคืออสูรเทวดา

เทวอสูรสงครามภาคที่ ๕. อาจจะมีการแก้ไขอีกหลายครั้ง เพื่อความถูกต้องในมุมมองปรัชญา วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตามแต่ เพื่อความเข้าใจง่าย จากการพินิจพิจรณาหาข้อเท็จจริงของผมเองมหาปลี จนกว่าจะถึงที่สุด


เพิ่มคำอธิบายภาพ
สรุป... พลังเทวะในคติของผมเอง    มองในรูปพลังงาน เทวะคือพลังฝ่ายดี พลังอสูรคือฝ่ายไม่ดี
หรือพลัง สุระ กับอสุระ คือ ด้านสว่างกับด้านมืด ด้านยกขึ้น กับด้านกดลง  ด้านเข้ากับด้านออก หรือพลังหยางพลังหยิน แบบปรัชญาจีน   

โดยนับจากเส้นอ้างอิงที่แดนมนุษย์ สูงขึ้นก็เป็นเทวดา ๗ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น กว่าจะขึ้นไปได้ต้องบำเพ็ญเพียรฝ่ายดี จึงจะขึ้นไปได้   พลังฝ่ายอสูรคือพลังฝ่ายไม่ดี  คือ โลภ โกรธ หลง อาฆาตุ พยาบาท ฯลฯ คือจะสูงขึ้นจริงๆ  หรือเรียกว่าจมลงอีกด้าน  อยู่ใที่ยอดภูเขาตรีกูฏมหาบรรพต คืออเวจีมหานรก ซึ่งตรงข้ามกับ พรหมสุธาวาส อสูรไม่นับถือพระ หรือพระพรหมที่สูงกว่าเทวดา พลังอสูรนี้ถือเอาพลังฝ่ายทำลาย มนุษย์และบริวาร พืชพันธ์ สัตว์เลี้ยงฯลฯ

แล้วฝ่ายไหนคือเทวดาฝ่ายไหนคืออสูร ใครจะตัดสิน หากเป็นเรื่องในเมืองมนุษย์   ผมจะมองในรูปพพลังงาน หรืออาจมีโหงวเฮ้งร่วมด้วย  หากเกิดกับผมเองพลังเทว คือพลังที่ที่สร้างฐานะ สร้างกำลังวังชา รักษากาย วาจา มโนสังขาร  รักษาบ้าน รักษาต้นไม้ ฯลฯ ให้แก่ผม ส่วนที่เป็นพลังอสูรคือฝ่ายที่ เป็นเชื้อโรค อุบัติเหตุ อารมย์ โลภ โกรธ หลง  ที่นำไปสู่อบายทั้งหลายเป็นต้น

ในพิธีกรรมใหญ่ๆ   ที่มีการทำพิธีกรรมอย่างถูกต้องสมบูรณ์    มักมีเรื่องอัศจรรย์ปรากฏแก่สายตาผู้ร่วมพิธีเสมอ   ตัวอย่างเช่นเมื่อถึงเวลาทำพิธีสำคัญแม้แดดจะแรงเพียงใด   ฟ้าจะกลับครึ้มลงทันที   หรือแม้แต่ฟ้าฝนกำลังจะตก    ก็จะมีเหตุให้มวลเมฆทั้งหลายแยกจากกันจนฟ้าเกือบสว่าง   หรือหากลองสังเกตุหรือไปค้นหาดูเวลาทีในหลวงองค์ปัจจุบันรัชกาลที่ ๙   เสด็จมาเป็นประธานในพิธีสำคัญๆ  ผมเคยสังเกตุเห็นสิ่งอัศจรรย์นี้หลายครั้งแล้ว   จนคิดว่านั่นแหละคือส่วนหนึ่งของพลังเทวะ แล้วเทวะหรือเทวดาคืออะไร



พลังเทวะ  สร้างสรรนครเทวดา

โลกปัจจุบันนี้ เมืองใหญ่อลังการณ์   งดงามดุจดังสรวงสวรรค์ในตำนานโบราณ    เคยวาดเคยเขียน หรือจารึกไว้ตามโบสถ์ วิหารเก่าแก่ ใบลาน
หรือ สมุดข่อย  เด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้  เพราะสาเหตุใดก็ตามแต่สำหรับคนรุ่นเก่าแล้ว      ตึกรามโอฬารสร้างเสร็จในปีเดียวก็เหมือนดังตำนานเรื่องเทพนิรมิต   คนป่วยหนักสลบเหมือนตาย หมอกลับช่วยชีวิตมาได้ คล้ายการชุบชีวิตในอดีต บนฟ้ามียานพาหนะลอยไปมา ดุจยานพยนต์ล่องลอยบนสวรรค์ มนุษย์ก็รูปร่างสวยสดงดงามขึ้นทุกวันๆประดุจเทพเทวา  ฯลฯ สรรพความงามถูกเสกสรร ปั้นแต่งมาพร้อมความสดวกรวดเร็วดุจใจนึก  ดุจดังโลกทิพย์  งดงามสุดแสนบรรยาย หรือว่านี่คือสวรรค์จำลอง

ภาพโครงสร้างทางจืตวิญญานของมนุษย์
โครงสร้างจักรวาล ทางจิตเป็นชั้นๆออกมาจากข้างใน (ภาพนี้ไม่ได้ลงรายละเอียด )

ด้านบน  ด้านสว่าง ด้านความสุข ก็มี พรหม เทวดา ถัดจากสัตตบรรพต ก็เป็นมนุษย์ในชั้นที่ ๘ (ผู้มีใจสูง ) อยู่ด้านอารมย์ละเอียดประณีต ยกย่องคนดี ยกย่องผู้มีศีลธรรม พระราชาผู้ทรงธรรม ฯลฯ สามารถพัตนาอบรมจิตให้สูงขึ้นได้ ตรงนี้ถือเป็น "พลังเทวะ " คล้ายกับพลังหยาง อยู่ด้านใน ลึกเข้าไปๆๆ    วัตถุคือพระอาทิตย์  หากเป็นจิตคือจิตที่สว่างเป็นกุศล จนถึงปัญญาสว่างไสว

ด้านล่าง ด้านมืด ก็มี นรก อสูร เปรต  ถัดออกมาด้านนอกก็มีเดรัจฉาน พวกมนุษย์เลวๆชอบต่อยตี ชอบทำร้ายคนอื่น ยกย่องคนรวย ยกย่องคนเก่ง ดีไม่ดีเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ยังไงไม่สน   อยู่ด้านนี้   ขึ้นไปข้างบนไม่ได้ เพราะตกอยู่ใต้อารมย์ไม่ดีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกิเลส ตัณหาด้านหยาบ   หาทางออกไม่เจอ มองเห็นแต่พวกตัวเอง มองเห็นแต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกตนเอง การไปทำร้าย ทำลายผู้อื่น ด้วยวิสัยพาล (ไม่เจริญ ) ถือเป็น"พลังอสุระ" .. จากนอกเข้าใน  เป็นจักราลก็ห่างออกไปๆ ระดับสูงขึ้นไปๆมีแต่ความมืดของท้องฟ้า    อำนาจคือมืดอำนาจมืดบีบเข้าใน  ความมืดมองด้วยตาเคลื่อนจากนอกเข้าด้านในจักรวาล   ด้านจิตใจ ก็โลภ โกรธ หลงทุข์ระทม บาปกรรม

แต่การทำความดี     สร้างตนเองให้มีคุณธรรมสูงขึ้นหมือนเทวดา  ย่อมทำได้ทุกฤดูกาล   ความชั่วก็เช่นกันทำได้ไม่ต้องตามฤดู        

ธรรมชาติของฝ่ายเทว พลังเทวะ   ระดับ โลกและ จักรวาล คือแสงสว่างจากพระอาทิตย์ คือพลังจากสุริยเทพฯ  ที่ออกมาจากด้านในของศูนย์กลางจักรวาล   จากอากาศที่ยกตัว นำพาความชื้นออกมา  คือธาตุน้ำตัวผู้ คือการวิเคราะห์วิจัย คือการติดต่อสื่อสาร  คือเฟสบุ๊ค ไลท์ โซเชียลเน็ตเวอร์ก     หรือการติดต่อสื่อสารทั้งหมด รับอิทธิพล จากดาวพระพุธ แรงไม่แรงอยู่ที่พระอังคาร ธาตุลมตัวผู้  หรือภูมิดนัย แปลว่าบุตรแห่งโลก หรือ ตัว  LP เป็นพลังแผ่นดิน    เราจะมองเห็นว่าขึ้นบน ขึ้นเหนือ แต่จริงๆคือดันออกมาจากข้างใน เมื่อฝ่ายเทวขยับหรือรวมตัว จะมีพลังไอน้ำถูกยกขึ้นฟ้ามากมาย คือยกอย่างเดียว ยกไปมากกว่าปกติ การเอาลงหรือขั้นเมฆหมอกเป็นหน้าที่อีกฝ่าย

ธรรมชาติของฝ่ายอสูร คือพลังความมืด (พลังอสุระ ) ที่บีบจากด้านนอกจักรวาลเข้ามา คือวนซ้าย วนซ้ายเป็นพลังดูด ดูดเป็นพลังสายเดียวกับความโลภ    คือพลังจากอสุรินทร์ หรือเทพราหู   เจ้าแห่งไฟโลภ โกรธ หลง    มีพระเสาร์เป็นธาตุไฟสุมขอนตัวเมีย คอยรักษาเป็นเครื่องดองกิเลส ตัณหา สันดาน มีพระศุกร์เป็นธาตุน้ำตัวเมีย   เป็นอารมย์ หลงใหล หลงผิด หลงสวยหลงงหอม หลงเหม็น ดาวพระศุกร์เป็นได้ทั้งเทวดาและอสูร    

ระดับภูมิศาสตร์ธรรมชาติเป็นพลังจากอากาศแห้ง อากาศหนาว      เป็นความกดอากาศสูงเรียกตัว HP คอยผลักดันพลังเทวะ  หากมีฝ่ายเทวะนำความชื้นขึ้นมามาก จะเกิดการควบแน่นกลายเป็นเมฆ  ไปต่อไม่ได้จะถูกตีให้ตกลงกลายเป็นฝน  หรือเป็นหิมะที่เขตุหนาว   เมืองหรือนครของฝ่ายอสูรอยู่ที่อีกด้านของจักรวาลรอบนอก เมื่ออากาศชื้นมาถึงจุดเยือกแข็งคือกำแพงเมืองอสูร ต้องกลายเป็นหยดน้ำเป็นเกล็ดเมฆ   ปกติตัว HP  หรือกำแพงเมืองอสูรจะมีอาณาเขตุกว้างใหญ่ในฤดูหนาว    สามารถดันตัว LP ของฝ่ายเทวะเกิดเป็นฟ้าคนองหรือพายุลงทางละติจูดต่ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเปลี่ยนฤดูกาล   จริงแท้แค่ไหนเชิญสังเกตุเปรียบเทียบดูเอาเองครับ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วธรรมชาติแท้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรผิดอะไรถูก แต่เมื่อเป็นภพภูมิชั้นมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตระดับพลังงานชั้นที่ ๘  ชั้นที่ถือว่าเป็นเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ที่อบรมสั่งสอนได้ ความมีศีลธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น  มิเช่นนั้นบ้านเมืองก็ระส่ำระสายมีแต่ความแตกแยก  หน้าที่ของพระผู้รู้ผู้มีปัญญาจะนิ่งดูดายไม่ได้     คือต้องอบรมสั่งสอนบุคคลที่สอนได้ หน้าที่ของผีคือหลอกคนที่พอจะหลอกได้ ชีวิตเป็นเช่นนี้ ธรรมชาติเป็นเช่นนี้     เรื่องทั้งหมดในธรรมชาติพุทธศาสนาเรียกว่าคือวัฏฏสงสาร  วกวนเวียนรบกันอยู่นานนมกาเล ตั้งแต่ ทุบตี แทงฟัน จนกระทั่งรบราฆ่าฟันกันด้วยอาวุธทุกชนิด จนกระทั่งเจริญจริงเข้าสู่ยุคศรีวิไล ที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรบกันจริง เป็นเพียงแค่ รบกันด้วยความคิด รบกันด้วยเกมส์สงคราม เป็น War Games  เพื่อความสุนทรีย์เท่านั้น จนกว่าจะเกิดความบื่อหน่ายคลายกำหนัด ต่างก็หาหนทาง เดินเข้าสู่พระนิพพาน หรือจะได้พบพระผู้เป็นเจ้า

สงครามในอดีตบวกปัจจุบัน  แต่ในยุคหนึ่งที่มนุษย์เจริญถึงจุดหนึ่งจะเป็นเพียง WAR GAMES ในเครื่องอีเลคฯ

เตือนสติ

ในบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย มีแต่คนเห็นแก่ตัว   หรือปล่อยให้คนไม่ดีมีอำนาจครองเมืองยาวนาน จน
คนดีเหลือน้อยหรือแทบไม่มี จะเหลือแต่บริวารคนชั่วคอยโกงกิน ทำลาย ไร้ซึ่งศีลธรรมอันดี ไม่นานเหล่าเทวดาที่สิงสถิตย์ ณ ที่เมืองนั้นก็จะหลบลี้จากพระนคร  สิ่งที่จะบังเกิดขึ้นตามมาคือความแห้งแล้งอันยาวนาน  ด้วยเหตุที่ไม่มีพลังเทวที่มีกำลังเพียงพอ ที่จะออกมากลั่นตัวเป็นน้ำฝนยามแห้งแล้ง เป็นน้ำฟ้ายามหนาวเหน็บ เพราะเหตุว่าไม่มีดวงจิตของมนุษย์ผู้มีศีลธรรมอาศัย ไม่นานบ้านเมืองนั้นจะถึงกาลพินาศล่มจม ไม่เชื่อลองดู 

หากบ้านใดเมืองใดมีคนดีอาศัยออยู่มากมาย บ้านเมืองนั้นก็จะมีเทวดารักษา ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองมีความวิจิตร สวยงาม ตระการตา อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีแต่ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป  บ้านเมืองนั้นก็น่าอยู่อาศัย อยู่เย็นเป็นสุข ร่มรื่นชื่นบาน ตลอดกาลนาน

แม้แต่เมืองไทย   เรื่องความขัดแย้งตั้งแต่ฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายทักษิณ ชินวัตร์  ถึงยุค กปปส กับ รบ.ยิ่งลักษณ์ หากใครที่สังเกตุสภาพอากาศอย่างละเอียด ละอ่อน ในแต่ละเหตุารณ์ จะเข้าใจว่าทำไมท่านขงเบ้ง จากเรื่องสามก๊กต้องนำสัมพันธภาพระหว่างลมฟ้าอากาศ มาใช้ในการทำสงครามได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวา


ลกยุค ปัจจุบัน  ที่การพัตนาด้านวัตถุได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว      จนได้ก่อเกิดปัญหาอย่างมากมายในองค์รวมทุกๆด้าน   เพราะฉะนั้นโลกยุคใหม่ที่มาถึงจะเป็นยุคที่ต้องร่วมกันทั้งโลกทบทวน ปรับปรุงภาคศีลธรรมและจิตวิญญานให้เจริญ คู่ไปกับความเจริญด้านวัตถุ เพื่อโลกที่สวยงามน่าอภิรมย์ อันเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ ยุคศิวิไลอันแท้จริง  นี่คือคำทำนายของข้าพเจ้าเอง.. มหาปลี


                                               ด้วยความปรารถาดีจาก มหาปลีสีทันดร

เพื่อความสุนทรียารมย์ พื้นฐานของเทวดาพักผ่อนฟังเพลงจากกีตาร์ระดับเทพฯ สมบูรณ์ทั้งรูป ลีลา และบรรยากาศ แวดล้อมโดยรอบ ประดุจเทพบุตรจำแลงจากสรวงสวรรค์  ลงมาบรรเลง ขับกล่อม / คลิปนี้แนะนำโดย อจ.ธนเทพฯ กีตาร์โหรครับ



เทวอสูรสงคราม

เทวอสูรสงคราม ๒

พินิจฯ  ๑

จะเห็นว่าแรกเริ่มตำนาน    เทวดาที่มาใหม่นั้นผิดชัดๆ ผิดแบบไม่น่าให้อภัยคือเลวมาก   เจ้าของบ้านอุตสาห์เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีแล้วยังเนรคุณ ถีบเจ้าของบ้านจนตกเรือน แล้วยึดบ้านเฉยเลยเป็นใครๆก็แค้น แค้นที่ต้องชำระ

แต่นี่เป็นเพียงการผูกเรื่องของนักปราชญ์    ว่าความแค้น    ความพยาบาทเกิดขึ้นได้เพราะเหตุนี้ เรื่องหนึงแหละ   และให้อารมย์นี้เป็นอารมย์ร้าย เรียกว่าอสูร  อารมย์โกรธ แค้น พยาบาท

เทวดานั้นก็รู้ว่าผิด แต่ก็ได้ฝึกตนเองต่อ ไม่ให้โกรธไม่ให้แค้น    มีแต่จิตเมตตาฯ สูงๆขึ้นไปๆ จนถึงชั้นพรหมเบื้องบน  นี่คืออารมย์ดีๆอีกด้านนึงที่ตรงข้าม 

ส่วนเรื่องรูปเรื่องภพ   รูปนามจริงๆนั้นเป็นยังไงก็ให้ท่านผู้ฝึกถึงฌานได้แล้วเล่าดีกว่า      ตรงนี้แค่คิดแค่บอกให้รู้ว่าเหตุมันเป็นเช่นนี้ จึงได้มีเป็นเทวดา ๒ พวกคือ สุระกับอสุระ




ส่วนที่ท่านอื่นๆเขียนไว้ในอดีต     ฝั่งตะวันตสรุปจากเรื่องเทวอสูรสงครามในบทที่ ๑   แนวคิดเรื่องเทวาสุรสงคราม จากอดีตตำนาน     เค้าโครงเรื่องจะมีรากฐานที่มาจากการต่อสู้กันระหว่างชนพื้นเมือง (ทราวิท / อสูร) กับพวกอารยันที่อพยพเข้ามาใหม่   (เนวาสิกเทวบุตร กับมฆะมาณพจุติ)  คือพวกพระพระอินทร์ เดิมทีน่าจะเป็นวีรบุรุษนักรบของชาวอารยัน   ต่อมาได้รับการยกย่องนับถือจนกลายเป็นเทพเจ้าไปในที่สุด

ส่วนพวกอสูรน่าจะเป็นตัวแทนของชนพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในถิ่นของตนมาก่อน และเป็นผู้พ่ายแพ้สงครามแล้วถูกเหยียดหยามให้เป็นพวกที่ไม่กล้าหรือขี้ขลาด (อสูร แปลว่าผู้ไม่กล้า) หรือเทพเจ้าฝ่ายชั่ว เป็นไปได้ว่า เมื่อเริ่มเรื่องการสู้รบกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์แล้ว ก็ได้รับการเล่าขานเป็นตำนานจนมีการปรุงแต่งให้กลายเป็นการรบกันระหว่างเทพฝ่ายดีกับเทพฝ่ายชั่ว  ดีชั่วก็แล้วแต่ใครอยู่ข้างไหน ข้างนั้นก็เป็นฝ่ายดี ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นฝ่ายชั่ว 

* เรื่องนี้คนเขียนน่าจะหรือต้องเป็นคนฝั่งอารยัน  เพราะว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายดีฝ่ายถูก  อสูรนั้นไม่ดีจึงต้องเป็นฝั่งตรงข้าม

พินิจ ฯ ๒
แนวคิดความเชื่อเรื่องสงครามระหว่างเทพ กับอสูร ในสมัยก่อนพุทธกาล หากสืบย้อนกลับไป นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พวกอารยันและอิหร่านเป็นพวกเดียวกันและอพยพมาพร้อมกัน โดยที่พวกหนึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย อีกพวกหนึ่งแยกไปทางอิหร่าน จะเห็นได้จากภาษาของทั้งสองพวกซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก เช่นคำว่า “อารยะ” หรือ “อารยัน” ที่พวกตั้งถิ่นฐานในอินเดียใช้เรียกตัวเอง กับคำว่า “อิหร่าน” ที่พวกเปอร์เซียโบราณเรียกตนเองก็เป็นคำมาจากรากศัพท์เดียวกัน

วรรณคดีโบราณของอิหร่านคือคัมภีร์อเวสตะ กับคัมภีร์คฤเวทของอินเดียมีความเกี่ยวข้องกันใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาของทั้ง 2 คัมภีร์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน      ภาษาในคัมภีร์อเวสตะรูปที่เก่าที่สุดกับภาษาในคัมภีร์ฤคเวท        ทั้งในด้านรูปศัพท์และการสร้างประโยค   ชี้ให้เห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด   ศัพท์จำนวนมากที่ใช้ในคัมภีร์ทั้งสองเป็นศัพท์ที่มาจากรากเดียวกัน   แต่การนับถือเทพเจ้าของชน 2 พวกนี้เป็นไปคนละแนว           คือชาวอารยันสายอิหร่าน จะนับถืออสุระ เป็นเทพเจ้าฝ่ายดี      เทวะ เป็นเทพเจ้าฝ่ายชั่ว      ส่วนพวกที่อพยพเข้ามาอินเดีย ถือว่า เทวะเป็นฝ่ายดี อสระ หรืออหุระ ซึ่งเป็นฝ่ายชั่ว   ฉะนั้นสงครามที่เกิดขึ้นบางทีอาจจะเกิดจากเผ่าอารยันสองพวกเองที่แย่งพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ก็ได้

พินิจฯ ๓

และยังมีบางส่วนจากตำนาน ของเผ่าอารยันกล่าวถึงพระอินทร์ว่าเป็นนจอมเทพฯฝ่ายเทวดาพระองค์ทรงเป็นเทพผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธ  ผู้พิชิตอมนุษย์แห่งความแห้งแล้งหรือความมืด    ปลดปล่อยสายน้ำให้เป็นอิสระ    และให้แสงสว่างแก่ฟ้าและดิน ทรงผู้ประทานฝนแก่ชาวอารยัน  เทวดาจึงหมายถึงผู้ทำให้ฝนตกด้วย หมายถึงพลังงานส่วนที่ทำให้เกิดฝนด้วย



และเคยอ่านตำนานการแห่นางแมวขอฝนทางภาคอิสานอ้างถึงว่า มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า น้ำฝนนั้นเป็นน้ำของเทวดา ดังมีศัพท์บาลีว่า เทโว ซึ่งแปลว่า น้ำฝน เป็นเอกลักษณ์ของความดี ความบริสุทธิ์ ที่จะมาชำระสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อย่าง หมอกควัน  ละอองเขม่าน้ำมัน และสิ่งต่างๆที่ห่อหุ้มโลกทำให้เป็นภัยแก่มนุษย์ และผู้ที่จะล้างอากาศได้ทำให้ละอองพิษพวกนั้นตกลงดิน 
ทำให้อากาศสะอาดคือ "เทโว" หรือ "ฝน" นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากเมื่อฝนหยุดตกใหม่ๆ อากาศจะสดชื่น ระงมไปด้วยเสียงของกบ เขียด อันเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ของการเกิด

แม้แต่ทางภาคใต้เองเมือ่สมัยที่ผม (มหาปลี ) ยังเด็กมากๆก็ยังเคยได้เห็นพิธีกรรม ที่เรียกว่าขอฝนเทียมดาที่ อำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งนั้นจะเป็นพิธีการที่มีการปลูกปะรำพิธีบวงสรวงตรงข้างทางตรงมุมถนนทุกครั้ง  ทำด้วยใบมะพร้าวหรือใบตาลหรือใบอะไรมั่งไม่รู้เลือนลางเต็มทีจะเป็นโรงพิธีเตี้ยๆ แต่สรุปได้ว่าเป็นบทสวดประเภทหนึ่งเพื่ออ้อนวอนขอฝนจากเทวดา (ภายหลังจึงมีผู้บอกว่าคำว่า "เทียมดา"นั้นก็คือเทวดา แต่เป็นภาษาใต้โบราณ


แล้วเทวดาจริงๆมีไหม ใครเคยเจอบ้าง   เทวดาคืออะไรยังงงๆ     ที่เห็นตามผนังโบสถ์นั่นนะหรือ ?  ผมเองก็ไม่เคยเจอฟังแต่ผู้ใหญ่ที่นับถือเล่าให้ฟัง  อาจจะอารมย์ไม่ละเอียดพอเพราะไม่เคยได้ฌานสมาบัติ ในแวดวงศาสนา ต้องอ่านเรื่องเล่าจากพระราชพรมญาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านจะเล่าเรื่องเทวดาไว้เยอะสนุกดีลองไปหาอ่านดูจากเวปไซด์วัดท่าซุงครับ หลวงพ่อจรัล วัดอำพวาก็เคยเล่า หลวงพ่อฯหลายท่านก็เคยเล่าให้ฟัง พี่ชายตัวเองก็เคยเล่าให้ฟัง  และตามคำภีร์ต่างๆก็มีกล่าวถึงเทวดาไว้เช่น

ในพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่ามาจากพระวจนะหรือคำพูดของพระเจ้านั้น มีการกล่าวถึงเทวดามากมาย อยู่ในฐานะ “ทูตสวรรค์” หรือ “นักบุญ” ซึ่งมีทั้งในเพศชายและและเพศหญิง

ในศาสนาฮินดูนั้นคำภีร์ฤคเวท ได้กล่าวถึงเรื่องราวของปวงเทพเทวาหรือเทวดานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีการกล่าวถึงอำนาจและอิทธิฤทธิ์ไว้มากมาย เพราะเป็นศาสนาพหุเทวนิยม ในศาสนาโวโรอัสก็ก็มีคำคำภีร์คัมภีร์อเวสตะ  กล่าวเรื่องเทวะไว้คล้ายๆกัน

ในพระไตรปิฎกที่ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนาพุทธนั้น ได้อธิบายถึงภพภูมิของเทวดาตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นเชื่อว่ามีอยู่ 7 ชั้นคือ

ชั้น ๑. เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ๒. ดาวดึงส์ ๓. ยามา  ๔.ดุสิต  ๕. นิมมานรดี ๖.ปรินิมมิตวสวัตตี ซึ่งจะไม่กล่าวถึงที่นี่ ดูเรื่องเทวดาที่นี่  

ขยายความ

คัมภีร์อเวสตะ
คัมภีร์อเวสตะ เกิดก่อนพุทธกาลประมาณ ๔๐๐-๑๐๐๐ ปี มีโซโรอัสเตอร์เป็นศาสดา เป็นคัมภีร์สำคัญในศาสนาโซโรอัส ที่เกิดขึ้นที่ประเทศอิหร่านยุคก่อนที่อิหร่านจะหันไปนับถือศาสนาอิสลาม หรือรู้จักกันในนามของลัทธิบูชาไฟ มีความเชื่อแบบทวินิยม  สอนเรื่องการต่อสู้กันระหว่างพระเจ้าแห่งความดีกับพระเจ้าแห่งความชั่วร้าย ซึ่งในที่สุดพระเจ้าฝ่ายดีเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้นี้มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกว่าจะเลือกเอาข้างฝ่ายใด

คำภีร์ฤคเวท
ในสมัยก่อนเมื่อหลายปีนานมาแล้ว  ผมอ่านหนังสือของพระสงฆ์ท่านหนึ่งของไทย ที่หลายคนรู้จักดี  คืออาจารย์พระพุทธาสฯ  งานเขียนของท่านมีเยอะมากและมีอ้างอิงจากหลายแหล่ง  หนึ่งในนั้นคือคำภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์   การไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์เมื่อ 20 ปีมาแแล้วยากมากครับ (พศ.2532 ) ไม่เหมือนสมัยนี้เข้ากูเกิ้ลแล้วพิมม์ก็โอเคได้ังใจหวังครับ      ฤคเวท เป็นคัมภีร์เล่มแรกในวรรณคดีพระเวท   แต่งขึ้นเมื่อราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล   เป็นตำราทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก    ประกอบไปด้วยบทสวดที่วางท่วงทำนองในการสวดไว้อย่างตายตัว   กล่าวถึงบทสรรเสริญคุณ   อำนาจแห่งเทวะ   และประวัติการสร้างโลกรวมถึงหน้าที่ของพระพรหมผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง  ซึ่งจะใช้ในพิธีการบรวงสรวงเทพเจ้าต่างๆ  ของชาวอารยัน ตามประเพณีของฮินดูแล้ว 

การแบ่งหมวดหมู่ของคัมภีร์พระเวทนี้ วยาส ( ผู้แต่งมหากาพย์ มหาภารตะ ) เป็นผู้ทำขึ้นโดยรับคำสั่งจากพระพรหมณ์ การจัดรวบรวมบทสวด
ในคัมภีร์ฤคเวทนี้ เรียกว่า ฤคเวทสังหิตา มีบทสวดทั้งหมด 1,028 บท เป็นหนึ่งในคัมภีร์ทั้งสี่ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเรียกรวมกันว่า "พระเวท" และนับเป็นบทสวดที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ 

ในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ชาวอารยันนับล้านคนนับถือคัมภีร์พระเวทว่าเป็นงานของพระเจ้า     และนับถือว่าเป็นทิพยวิชาที่ฤษียุคโบราณได้ค้นพบ   ฤษีผู้ค้นพบความรู้เหล่านั้น   เรียกว่า ฤษีแห่งพระเวท คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยวิชาการทุกประเภทของฮินดู  เช่น แนวคิดทางศาสนา   แนวคิดทางสังคมและแนวคิดทางปรัชญา เป็นต้น วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์พระเวท การศึกษาวัฒนธรรมอินเดียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพระเวท 


อ้างอิง :
บางส่วนจากคำภีร์อเวสตะ     บางส่วนจากคำภีร์ฤคเวท    สยามคเณศดอทคอม
           
                                                                       เทวอสูรสงคราม ๓ ( ปรัชญา)

สงครามดอกไม้บาน

  เทวอสูรสงคราม ๔
สงครามดอกไม้บาน ๑  ภาคเมืองมนุษย์  ( ๒๘ พค. ๒๕๕๖ )
โลกทุกวันนี้นับวันจะยิ่งสับสนวุ่นวาย ผู้คนมากมายเจ็บปวดรวดเร้า บ้างก็เบื่อหน่าย  บ้างก็อยู่อย่างผู้พ่ายแพ้ บ้างก็มัวเมาหลงระเริง อิ่มเอมสุขเกษมเปรมปรีย์ยิ่งนักอย่างผู้ชนะสงคราม      แต่ไม่ว่าจะโศรกเศร้าหรือหลงระเริง  เราก็ต้องอยู่บนโลกนี้จนหมดดลมหายใจอยู่ดี แต่เราจำทำยังไงที่จะยืนนหยัดอยู่บนโลกนี้อย่างทรนง อย่างผู้ชนะ  สลัดตัวเองออกจากอ่อนแอทั้งมวล แล้วเดินเข้าสู่สงครามเข้าทำลายข้าศึกเสียเลยมิดีกว่าหรือ   ลุกขึ้นสู้เถอะเทวดาเดินดินทั้งหลาย



สงครามระหว่างเทวดากับอสูร  รบกันมีแต่แพ้กับชนะไม่เจ็บไม่ตายเพราะเป็นโลกทิพย์  แต่สำหรับโลกมนุษย์แล้ว เมื่อผู้คนแตกแยกเป็นสองฝ่าย รบกันเมื่อไหร่ การเจ็บ ตาย สูญเสียทุกอย่างย่อมเกิดขึ้น สงครามเป็นเรื่องที่น่ากลัว น่าสยดสยองยิ่งนัก ฯลฯ แต่เมื่อเราเป็นผู้เจริญแล้ว จะไม่ใช้การรบในรูปแบบสงครามแนวนั้น    ข้าพเจ้าจะเปิดสงคราม รบกับความชั่วร้ายทั้งหลาย  เป็นสงครามเวทช์มนต์แห่งความงาม  ที่น่าหลงใหลยิ่ง   สงครามที่ว่านี้คือ สงครามดอกไม้บาน

สงครามดอกไม้บาน
เป้าหมาย เพื่อทำลายข้าศึกผู้ชั่วร้าย คดโกง ปล้นชาติ ทำความแตกแยกให้ผู้คนในชาติ    รักษาและพัตนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยั่งยืนที่แท้จริง 

ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ ๑.
หยดน้ำเทวา
เทว หรือเทวดา คือผู้กล้า คือสุระ ผู้มีพลังจากแสงสว่างจากความสว่าง   ในชั้นจิตวิญญาน   ให้ถือเอาปัญญา คือแสงสว่างที่ต้องทำให้เจริญ โดยที่ ต้องมีสัมมาทิฎฐิคือความเห็นที่ถูก ระดับเทวดาจำลองคือเรา ต้องตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะสร้างความเจริญให้แก่ตนเอง แก่สังคม และแก่ประเทศชาติ  และต้องเป็นสุระ คือผู้กล้า กล้าที่จะไม่กลัวความชั่วร้าย ไม่กลัวคนชั่วร้าย คืออสุระ อสูร หรือผู้ไม่กล้า  พร้อมแล้ว ลุย 

เทวดา ต้องมีคุณธรรมอย่างน้อยสองประการคือ หิริ โอตตัปปะ คือการละอายต่อบาป และความเกรงกลัวต่อบาปเพราะฉะนั้นก่อนออกศึกรบกับผู้อื่นให้จัดการกับอารมย์ตัวเองให้เป็นเทวดาก่อน คือความสุนทรีย์ ยินดีในความสวยสดงดงามของอารมย์ความงามในรูป รส กลิ่นเสียง และสำผัสอันสุนทรีย์  จะหยายคายถ่อยเถื่อนมิได้ เพราะมิฉะนั้นท่านจะเป็นอสูร มิใช่เทวดา และจักต้องบำเพ็ญตนให้อยู่ในกุศลธรรม ละบาปทั้งปวงเสียให้ได้ 

จัดตั้งกองทัพฝ่ายเทวะ

๑.๑ รวบรวมรี้พล ผู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักสถาบัน ฯ

๑.๑.๑ ตั้งกองทัพพฤกษา (ชื่อสมมุติ  จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ตามที่ตกลงกัน ) สร้างเวปไซด์ ชุมชนออนไลท์ ชุมชนจริง สำนัก แม่ทัพนายกอง แบ่งแผนกแบ่ง อาชีพ

๑.๑.๒ ลงทะเบียนสมัครรี้พล รับ ไอดี รับ password ตามอาชีพและต้นสังกัด
หรือรับบัตร(กรณี ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ออนไลท์) ซึ่งก็แล้วแต่มติที่ประชุมแม่ทัพนายกอง

๑.๒ ดูแลลี้พล สวัสดิการ ผลิตและขายสินค้า ราคาถูก ราคาสมาชิก สั่งซื้อออนไลท์ ส่งทางไปรษณีย์ หรือทางไหน ก็ได้

๑.๓ ติดอาวุธทางปัญญา วิชาการ สอนออนไลท์หรืออ็อฟไลท์ ธรรม ศีลธรรม คณิต อังกฤษ กฎหมาย วิชาชีพ ฯลฯ ราคาถูก หรือฟรี ให้แก่สมาชิก ให้แก่เยาวชน หรือลูกหลานที่ป็นสมาชิกเท่านั้น

๑.๔ ดูแลรักษา ป้องกัน ลี้พล ด้วยเวชภัณท์ ราคาถูก คลีนิคราคาถูก หรือฟรี ช่วยดูแลด้านกฏหมายกรณีมีข้อพิพาททางคดีความ ดูแลช่วยเหลือกรณทรัพย์สินถูกปล้น ถูกไฟไหม้ ฯ

๑.๕ ตรวสอบ ดูแล ความประพฤติ การพัตนาตนของรี้พล ให้ได้ตามเป้าหมาย คือ "พัตนาตนเอง "  ประพฤติดี ไม่หยาบคาย หรือก้าวร้าว กระทำย่ำยีต่อผู้อื่นด้วยวิสัยพาลสันดานหยาบ

                                                      ฯลฯ อีกมายจนกว่าจะนึกออก

   สงครามดอกไม้บาน ๒ 

2 ชูธงรบ  (
๒๙ พฤษภาคม พศ. ๒๕๕๖ )

๒.๑  รบกับใคร รบทำไม รบยังไง รบเมื่อไหร่ รบแบบไหน              



๒.๒ รบกับพี่น้องไทย รบเพื่อเอาความเป็นปึกแผ่น เอาความรักสามัคคี ความอบอุ่น ฯลฯกลับคืนมา ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ที่มองเห็นในชั้นมนุษย์ ในเมืองไทย คือนัการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ ฯลฯ พวกที่โลภมากคิดถึงแต่ประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง ในที่นี่ฝ่ายเรารบกับระบอบทักษิณ เพราะมองว่าระบอบทักษิณชั่วร้าย คิดล้มเจ้าฯ ขี้ฉ้อ โกงบ้านโกงเมือง สร้างความแตกแยกให้แผ่นดิน ฝ่ายเขาก็รบกับเรามานานแล้วด้วยข้อกล่าวหาว่าพวกอำมาตย์ ใส่ร้ายกดขี่ ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่พัตนา เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ถือหางพวกสลิ่ม ปชป. คิดอะไรโง่ๆ โง่แบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นต้น ฯลฯ

๒.๓ รบกับ สส.เฉพาะที่เป็นต้นเหตุสำคัญให้คนแตกแยก เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ทั้งที่หน้าที่ สส.เป็นหัวจักร สำคัญที่ต้องดูแลรับผิดชอบบ้านเมืองง ทั้งความสงบสุข ความอยู่ดีกินดี ของพี่น้อง ที่ชอบอ้างว่าพวกตัวเองเป็น สส.ที่เป็นตัวแทนของเสียงส่วนมาก จะพูดอะไร จะทำอะไร โดยมิเกรงใจเสียงส่วนน้อย ที่มีอีกหลายล้านคน โดยที่คนระดับอย่าง สส.น่าจะเข้าใจโครงสร้างระบบสังคมไทย ทั้งภูมิภาค ที่ยังมีความเห็น ความเชื่อ ปัจจัยความจำเป็นที่แตกต่างกันอยู่ ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้สังคมยิ่งแตกแยก ต้องขอกราบแทบเท้าให้ท่าน สส.เหล่านั้น ระวังการพูดจาให้เหมาะสมกับผู้ทรงเกียรติ์ด้วย บางทีท่านอาจลืมตัวไปก็ได้

๒.๔ รบกับชาวบ้าน คนเสื้อแดง ชาวบ้าน ดีเจสถานีฯวิทยุ รบกับหมู่บ้านคนเสื้อแดง วัดเสื้อแดง เผจเสื้อแดง รัฐบาลปูแดงฯลฯ รบยังไง ให้พวกเขา ค่อยๆลดจำนวนลง ให้กลับมาเป็นมิตร ให้เป็นผู้พัตนา

๒.๕ เอาอะไรไปรบ หมายถึงอาวุธที่จะใช้

๒.๖ ปืน ระเบิด มีด ดาบ ไม่ใช้ เอาไปเก็บ แต่ถ้าเขายิงมาก็ยิงกลับบ้างพอเป็นกษัย เพื่อความเท่าเทียมแต่เราจะใช้ ไอโฟน แท็ปแล็ต คอมพิวเตอร์ วิทยุ วีอาร์ ฯลฯ ผ่านเครือข่ายออนไลท์ เฟสบุ๊ค ไลท์ กู +และเครือข่าย power  siam โซเชียลไทย และ อื่นๆ ที่เป็นผู้ต่อเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันได้  ซึ่งความหมายก็คือธาตุน้ำหรืออาโปธาตุเช่นกัน (เพิ่มเติม ต้น ธค. ๕๖ ) ได้อาวุธใหม่ จากหลวงพ่อพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย คือหนังสือสวดมนต์ แและขวดน้ำ  ไปรบที่ไหน สวดมนต์ที่นั่น

๒.๗ เอาความดี สันติ สงบเยือกเย็น ขยัน เสียสละเพื่อสังคม แบบกองทัพธรรมของสันติอโศก สังคมอโศกฯ


๒.๘ ตั้งโรงเรียน คนหลายสี สอนวิชาชีพ วิชาอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ โดยเก็บค่าเล่าเรียนถูก วิธีนี้น่าจะหาสมาชิก ที่มีคุณภาพได้เยอะ

๒.๙ อาจจะซ้ำ "ดอกไม้บาน ๑ " บ้างคือ สร้างคลีนิค ดูแลสุขภาพ ราคาถูก ถือเป็นยุทธศาสตร์ ทีเยี่ยมยอด สมาชิกจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนลำบากมากนัก คนระดับกลางถึงระดับล่างที่ยังไม่เลือกข้างน่าจะมาเข้าร่วมเพิ่ม

                                                          ภาพจากโพสในเฟสบุ๊ค


๒.๑๐ . ฯลฯ ใครว่างก็ช่วยๆคิด เอาที่สามารถนำมาปฏิบัติได้

** เหตุที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์นี้ว่า "หยดน้ำเทวา " เพราะว่าในตำนาน สงครามระหว่าง เทพฯกับอสูร พวกอสูร จะแพ้น้ำ สุดท้ายก็น้ำท่วมตาย โดยเฉพะอย่างยิ่งยุคนี้คือยุคน้ำท่วมโลก คำว่าน้ำหรืออาโปธาตุ โดยปรัชญา โดยปรมณู ยังรวมหมายถึงผู้ต่อเชื่อมโลกทั้ง ๓ โลก อดีตอาจหมายเอา นรก สวรรค์และเมืองมนุษย์ แต่ในความหมายวันนี้ ข้าพเจ้าจะหมายถึงการสื่อสารเชื่อมโลกในสังคม ออนไลท์ที่จะมีสารพัด แอ็ปทยอยตามมา และยังหมายถึงปัญญาและองค์ความรู้ด้วย ต้องรบด้วยปัญญา หมาเห่าอย่าเห่าตาม หมากัดอย่ากัดตอบ


ในการทำสงครามบางครั้งอาจต้องเจอปัญหาที่หนักใจ   เกิดความงุนงง สับสน แก้ปัญหาไม่ถูก  เพราะฉะนั้นเราต้องทำพิธีอัญเชิญเทวดาจริง   ด้วยการสวด หรือเปิดเทปก็ได้ครับ เพื่อปลุกขวัญและกำลังใจ หากได้จังหวะเวลาดี หรือมีโหรผู้รู้ฤกษ์จริง จะปรากฏเหตุการณ์อัศจรรย์ให้เห็นจริงได้ด้วยครับ
             



 บทสวดอัญเชิญเทวดา
 มีเนื้อสวดและคำแปลว่า
 สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตังนุภาโว สะทา รักขะตูติ
 ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้มีเมตตา จงแผ่เมตตาจิต ด้วยคิดว่าขออานุภาพพระปริตร จงรักษาพระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งนรชนพร้อมด้วยราชสมบัติ พร้อมด้วยราชวงศ์ พร้อมด้วยเสนามาตย์อย่ามีจิตฟุ้งซ่าน ตั้งใจสวดพระปริตร

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน

ขอเชิญเหล่าเทพเจ้าซึ่งสถิตย์อยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพก็ดี รูปภพก็ดีและภุมมเทวดา ซึ่งสถิตย์อยู่ในวิมานหรือยอดเขาและหุบผา ในอากาศก็ดี

 ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต

ในเกาะก็ดี ในแว่นแคว้นก็ดี ในบ้านก็ดี ในต้นพฤกษาและป่าชัฏก็ดี ในเรือนก็ดี ในที่ไร่นาก็ดี

ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา

เทพยดาทั้งหลาย ซึ่งสถิตย์ตามภาคพื้นดิน รวมทั้งยักษ์ คนธรรพ์และพยานาค
ซึ่งสถิตย์อยู่ในน้ำ บนบก และที่อันไม่ราบเรียบ ก็ดี

 ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ

ซึ่งอยู่ในที่ใกล้เคียง จงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้ คำใดเป็นของพระมุนีผู้ประเสริฐ ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงสดับคำข้าพเจ้านั้น

  ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

  ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

  ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

  ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

  ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา

  ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

เทวอสูรสงคราม ๕ ปลุกพลังเทวะ